แปลและเรียงเรียงจากบทความ The shifting battlefield: technology, tactics, and the risk of blurring lines in warfare ใน ICRC Humanitarian Law & Policy Blog
รูปแบบของการขัดกันทางอาวุธกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลง นวัตกรรมที่เคยจำกัดอยู่เพียงในนิยายวิทยาศาสตร์หรือในห้องทดลอง กำลังถูกนำมาใช้จริงในสมรภูมิปัจจุบัน ขณะเดียวกัน วิธีการในการทำสงครามรูปแบบใหม่ที่กำลังอุบัติขึ้นนั้นสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้เส้นแบ่งที่เคยยึดถือกันมาอย่างยาวนานเลือนรางลง ทั้งเส้นแบ่งระหว่างทหารกับพลเรือน โลกทางกายภาพกับโลกดิจิทัล ไปจนถึงกิจกรรมที่เป็นส่วนหนึ่งของการขัดกันทางอาวุธกับกิจกรรมที่ไม่ใช่ ความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่นี้จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของเทคโนโลยี แต่เป็นการปฏิรูปทั้งในระดับแนวคิด หลักนิยม และยุทธศาสตร์
ความขัดแย้งในปัจจุบันถูกหล่อหลอมด้วยแนวโน้มสำคัญสามประการที่ทับซ้อนและเชื่อมโยงกัน ได้แก่ การมุ่งลดความเสี่ยงโดยยึดถือความปลอดภัยของกองกำลังเป็นตัวตั้ง ความพยายามเพิ่มอำนาจการทำลายล้าง และการผนวกรวมพลเรือนและวัตถุพลเรือนเข้ากับกิจกรรมทางทหารมากขึ้นเรื่อย ๆ แนวโน้มแต่ละประการต่างสร้างความท้าทายเฉพาะตัวต่อการคุ้มครองประชากรพลเรือนและการปรับใช้กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (international humanitarian law: IHL) อีกทั้งยังสุ่มเสี่ยงต่อการสั่นคลอนรากฐานของสมมติฐานบางประการที่ใช้กำหนดแนวปฏิบัติในสงคราม
ความแพร่หลายของระบบไร้คนขับและระบบอัตโนมัติ
นวัตกรรมทางการทหารที่อาจกล่าวได้ว่าโดดเด่นและมีการนำมาใช้อย่างแพร่หลายที่สุดในรอบทศวรรษที่ผ่านมา คือ การนำระบบไร้คนขับมาใช้กันอย่างกว้างขวาง ทั้งในรูปแบบโดรนบนท้องฟ้า ยานยนต์ภาคพื้นดิน และยานพาหนะทางน้ำ จากเดิมที่เทคโนโลยีเหล่านี้เคยจำกัดอยู่เพียงในกลุ่มประเทศที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีไม่กี่แห่ง ในปัจจุบัน สิ่งนี้กลับกลายเป็นองค์ประกอบที่พบเห็นได้ทั่วไปในสมรภูมิร่วมสมัย แม้กระทั่งในกลุ่มติดอาวุธที่ไม่ใช่รัฐ (non-state armed groups: NSAG) ก็ตาม
เทคโนโลยีที่เป็นแกนหลักในบริบทนี้แบ่งออกได้เป็นสองประเภท ประเภทแรก คือ ระบบที่หาซื้อได้ทั่วไปในท้องตลาด (Commercial-off-the-shelf: COTS) ซึ่งถูกนำมาดัดแปลงเพื่อใช้ในภารกิจทางทหาร โดยมีจุดเด่นคือราคาที่เข้าถึงได้ ปรับแต่งง่าย และมักมีลักษณะการใช้งานแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง ระบบเหล่านี้เดิมทีได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อใช้งานภาคพลเรือน แต่ปัจจุบันกลับถูกนำมาใช้ในภารกิจการข่าวกรอง การตรวจการณ์ และการลาดตระเวน (Intelligence, Surveillance and Reconnaissance: ISR) ระบบการบังคับบัญชา การควบคุม และการสื่อสาร (Command and Control and Communications: C3) รวมถึงถูกนำมาใช้เพื่อทำการโจมตีเพิ่มมากขึ้นด้วย ประเภทที่สอง คือ ระบบไร้คนขับที่พัฒนาและออกแบบขึ้นเพื่อภารกิจทางทหารโดยเฉพาะ อาทิ โดรนโจมตีระยะไกล อาวุธนำวิถีโจมตีแบบวนคอยอัตโนมัติ (Loitering Munition) และอุปกรณ์ภาคพื้นดินเพื่อสนับสนุนการรบ การส่งกำลังบำรุง หรือแม้กระทั่งการส่งกลับสายแพทย์
ตัวเลขสถิติการผลิตระบบไร้คนขับในความขัดแย้งปัจจุบันเป็นเครื่องยืนยันถึงระดับความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่นี้ โดยจากเดิมที่เคยมีเพียงไม่กี่รัฐเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงระบบเหล่านี้และเป็นจำนวนที่ไม่มากนัก แต่ในปัจจุบัน กองทัพ ส่วนใหญ่ทั่วโลกมีระบบดังกล่าวในครอบครองเป็นจำนวนมหาศาล ซึ่งบางแห่งมีจำนวนนับล้านหน่วย ตัวเลขนี้ไม่ได้บ่งชี้ เพียงการปรับตัวทางยุทธวิธีเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงรากฐานของวิธีการสร้างกำลังพลและการแสดง แสนยานุภาพทางทหาร
ยานยนต์ไร้คนขับภาคพื้นดินและทางน้ำก็มีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน โดยได้มีการใช้โดรนทางทะเลในปฏิบัติการ โจมตีเรือรบ เป้าหมายชายฝั่ง เฮลิคอปเตอร์ รวมถึงอากาศยานปีกตรึง (Fixed Wing Aircraft) ขณะที่อุปกรณ์ภาคพื้นดินอยู่ระหว่างการทดลองและถูกส่งเข้าประจำการในหลากหลายภารกิจ ตั้งแต่การวางทุ่นระเบิดไปจนถึงการสนับสนุนการรบ ซึ่งจากปฏิบัติการร่วมที่ดำเนินโดยระบบไร้คนขับทั้งหมดเมื่อไม่นานมานี้ แม้จะเป็นเพียงปฏิบัติการในวงจำกัด แต่ก็ฉายภาพให้เราเห็นถึงสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคตเมื่อความขัดแย้งมีการใช้ระบบอัตโนมัติอย่างเต็มรูปแบบ
มองเห็นทุกสิ่งได้ทุกที่ทุกเวลา ผ่านเซ็นเซอร์ตรวจจับต่อเนื่องและสภาพแวดล้อมทางข้อมูลข่าวสาร
อีกลักษณะเด่นที่นิยามสมรภูมิในยุคปัจจุบัน คือ การขยายตัวอย่างก้าวกระโดดของการจัดเก็บข้อมูลและการบูรณาการ ระบบเซ็นเซอร์ ทั้งกองทัพสมัยใหม่และฝ่ายที่ไม่ใช่รัฐต่างพึ่งพาข้อมูลมหาศาลเพื่อสร้างภาพสถานการณ์ปฏิบัติการร่วม (Common Operational Picture: COP) ไม่ว่าจะเป็นด้วยข้อมูลจากอุปกรณ์สร้างภาพความร้อน อุปกรณ์มองกลางคืน ระบบไลดาร์ (Light Detection and Ranging: LiDAR) เรดาร์ เซ็นเซอร์ตรวจจับเสียง ข้อมูลเมทาดาตา และสัญญาณดาวเทียม
อย่างไรก็ตาม การสร้างภาพสถานการณ์ปฏิบัติการร่วมนี้ไม่ได้อาศัยเพียงยุทโธปกรณ์ทางทหารเท่านั้น แต่อุปกรณ์พลเรือน โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือ ก็ได้กลายเป็นเครื่องมือรวบรวมข่าวกรอง รวมถึงเป็นระบบสั่งการ ควบคุม และการสื่อสาร โดยผู้ใช้โทรศัพท์อาจจงใจจัดเก็บและส่งต่อข้อมูลข่าวกรองในพื้นที่สู้รบ แต่ในบางกรณี อุปกรณ์อาจถูกเจาะเข้าถึงโดยเจ้าของไม่รู้ตัวเพื่อใช้ในการระบุตำแหน่ง ติดตาม และจำแนกประเภทเป้าหมาย นอกจากนี้ ข้อมูลส่วนบุคคลจำนวนมหาศาล เช่น บันทึกการโทร ข้อมูลการใช้งานแอปพลิเคชัน และพิกัดตำแหน่ง ยังสามารถถูกดึงมาจากแหล่งข้อมูลพลเรือนเพื่อนำไปประมวลผลผ่านระบบปัญญาประดิษฐ์เพื่อใช้ในการชี้เป้า การจัดทำโปรไฟล์บุคคล หรือการปฏิบัติการทางจิตวิทยา
เพื่อให้การส่งผ่านและการประมวลผลข้อมูลเหล่านี้เป็นไปได้อย่างสะดวก จึงเริ่มมีการควบรวมกันระหว่างโครงสร้าง พื้นฐานและเครื่องมือทางข้อมูลของภาคพลเรือนและภาคทหารเข้าด้วยกัน โดยปัจจุบันมีการใช้ดาวเทียมเชิงพาณิชย์ ศูนย์ข้อมูล ซอฟต์แวร์พลเรือน และเครือข่ายโทรคมนาคมในทางทหารอยู่เป็นประจำเพื่อแปลข้อความ จัดหมวดหมู่ และจัดเก็บข้อมูลการสื่อสารที่ทางทหารดักจับได้ รวมถึงใช้ในการรับส่งข้อมูลในสนามรบ และสนับสนุนระบบการสั่งการและควบคุม
ผลกระทบทางกฎหมายของเรื่องนี้มีความชัดเจนและรุนแรงมาก เพราะเมื่อโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของภาคพลเรือนกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในปฏิบัติการทางทหาร โครงสร้างเหล่านั้นย่อมอาจตกเป็นเป้าหมายทางทหารได้เช่นกัน นอกจากนี้ บุคคลทั่วไปยังมีความเสี่ยงที่จะตกเป็นเป้าโจมตีด้วยสาเหตุที่ไม่ได้มาจากการกระทำของบุคคลนั้นจริง แต่มาจากสิ่งที่อุปกรณ์ของพวกเขาสื่อออกมาเกี่ยวกับบุคคลนั้น
สมรภูมิที่มองไม่เห็น: สงครามอิเล็กทรอนิกส์และการรบกวนการสื่อสาร
ยิ่งมีการพึ่งพาระบบสื่อสารดิจิทัลมากเท่าใด ระบบเหล่านี้ก็ยิ่งเปราะบางมากขึ้นเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ สงครามอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Warfare: EW) ไม่ว่าจะเป็น การรบกวน ปลอมแปลง หรือดักรับสัญญาณ จึงได้กลายมาเป็นองค์ประกอบหลักของความขัดแย้งในยุคปัจจุบัน
ในบางสมรภูมิ สงครามอิเล็กทรอนิกส์ได้ลดทอนความแม่นยำของขีปนาวุธนำวิถี จากเดิมที่มีความคลาดเคลื่อนไม่ถึง 20 เมตร กลายเป็นคลาดเคลื่อนไปไกลกว่า 1 กิโลเมตร นอกจากนี้ อากาศยานทั้งแบบมีคนขับและไร้คนขับอาจถูกสั่งระงับบิน บังคับให้ยกเลิกภารกิจ หรือสูญหายไป อันเป็นผลจากการรบกวนสัญญาณนำทาง แม้แต่วิทยุสื่อสารที่เข้ารหัสไว้ก็ถูกดักสัญญาณหรือทำให้ใช้งานไม่ได้ จนกำลังพลต้องหันกลับไปใช้อุปกรณ์แบบอนาล็อก เช่น แผนที่กระดาษ หรือการใช้โทรศัพท์มือถือทั่วไปแทน
ในปัจจุบัน ฝ่ายที่ไม่ใช่รัฐได้นำเครื่องรบกวนสัญญาณที่มีจำหน่ายทั่วไปมาใช้เพื่อขัดขวางการสื่อสารและการนำทาง ซึ่งนอกจากผลกระทบทางยุทธวิธีแล้ว การแพร่คลื่นสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ยังก่อให้เกิดความเสี่ยง เนื่องจากสัญญาณที่ส่งออกมาเพียงชั่วขณะอาจระบุตำแหน่งของหน่วยจนนำไปสู่การตกเป็นเป้าโจมตีได้
เพื่อตอบโต้สถานการณ์ดังกล่าว กองทัพบางแห่งจึงเริ่มนำระบบที่ทนทานต่อการรบกวนมากขึ้นมาใช้งาน เช่น การใช้สายใยแก้วนำแสงในการสื่อสารกับโดรน ในขณะที่บางแห่งกำลังทดลองใช้อาวุธอัตโนมัติที่ไม่ต้องพึ่งพาช่องทางควบคุมสัญญาณ ซึ่งเป็นการตัดบทบาทของมนุษย์ออกจากกระบวนการตัดสินใจโดยสิ้นเชิง
ปัญญาประดิษฐ์กับความเร็วของสงคราม
ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) กำลังก้าวเข้ามาเป็นเครื่องมือสำคัญที่ปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำสงครามอย่างรวดเร็ว โดยมีการนำมาใช้เพื่อระบุเป้าหมาย วิเคราะห์และบริหารจัดการข้อมูลจากเซ็นเซอร์ แปลผลการสื่อสาร ตลอดจนวางแผนและประสานการปฏิบัติการของระบบไร้คนขับ ในสถานการณ์ความขัดแย้ง ระบบที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์สามารถย่นย่อ “วงจรสังหาร” (Kill Chain) หรือลำดับขั้นตอนตั้งแต่การตรวจจับไปจนถึงการโจมตี จากระดับนาทีเหลือเพียงระดับวินาที นอกจากนี้ มีรายงานว่าในบางภารกิจมีการใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อเสนอแนะเป้าหมาย และอาจถึงขั้นช่วยอำนวยการโจมตีโดยที่แทบไม่มีการตรวจสอบจากมนุษย์
โดยทั่วไปแล้ว ระบบปัญญาประดิษฐ์ในปัจจุบันถูกออกแบบมาเพื่อสนับสนุนมากกว่าจะมาเข้าแทนที่การตัดสินใจของมนุษย์ ทว่าบทบาทการสนับสนุนดังกล่าวอาจแปรสภาพเป็นการเข้าแทนที่โดยปริยาย เมื่อการตัดสินใจเกิดขึ้นด้วยความเร็วสูงจนการกำกับดูแลโดยมนุษย์ไม่สามารถทำได้จริงในทางปฏิบัติ สภาวะเช่นนี้มักถูกนิยามว่าเป็น “ภาวะเอกฐานของปัญญาประดิษฐ์” (AI singularity) ในมิติของการทำสงคราม
นอกเหนือจากการระบุเป้าหมายแล้ว ปัญญาประดิษฐ์ยังถูกบูรณาการเข้ากับระบบส่งกำลังบำรุง การตรวจการณ์ และการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ โดยกองทัพหลายแห่งกำลังผลักดันแนวคิด “การทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และเครื่องจักร” (Human-Machine Teaming) ด้วยการจับคู่อุปกรณ์ที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์เข้ากับระบบที่มีพลประจำการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ระบบ “โดรนอารักขา” (Loyal Wingman) ซึ่งเป็นอากาศยานไร้คนขับที่บินเคียงคู่ไปกับเครื่องบินรบที่มีนักบินควบคุม ซึ่งระบบดังกล่าวเริ่มมีการใช้งานจริงแล้วในบางพื้นที่
เมื่อระบบปัญญาประดิษฐ์ได้รับการพัฒนาจนจนถึงจุดที่นำมาใช้งานได้อย่างเต็มรูปแบบ อิทธิพลของมันจะแผ่ขยายไปสู่การทำสงครามในทุกระดับ ทว่าในขณะเดียวกัน ยังคงมีประเด็นคำถามที่ต้องการคำตอบ ทั้งในเรื่องความรับผิดทางกฎหมาย อัตราความผิดพลาด รวมถึงความสามารถในการปรับใช้ฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรมต่อระบบที่สามารถเรียนรู้และปรับตัวได้เองในลักษณะที่แม้แต่ผู้พัฒนาก็อาจไม่เข้าใจได้อย่างถ่องแท้
การขยายตัวของการใช้อาวุธโจมตีระยะไกลและอาวุธความเร็วเหนือเสียง
อีกหนึ่งแนวโน้มสำคัญคือการขยายขอบเขตการใช้อาวุธระยะไกลและอาวุธความเร็วสูง อาทิ โดรนพิสัยไกล ขีปนาวุธวิถีโค้ง (Ballistic Missiles) ขีปนาวุธร่อน (Cruise Missiles) และที่กำลังมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญคือ ยานร่อนความเร็วเหนือเสียง (Hypersonic Glide Vehicles) ระบบอาวุธเหล่านี้ช่วยให้สามารถโจมตีเป้าหมายที่อยู่ห่างออกไปกว่า 1,000 กิโลเมตร ซึ่งเป็นระยะที่ไกลจากแนวหน้าและมักเป็นการโจมตีลึกเข้าไปในดินแดนของฝ่ายตรงข้าม
ขีดความสามารถในการโจมตีระยะไกลเหล่านี้มีที่มาทั้งจากการพัฒนาอาวุธระบบใหม่ และในบางกรณีเป็นการปรับปรุงอาวุธที่มีอยู่เดิมด้วยการเสริมสมรรถนะเพื่อขยายพิสัยทำการ รวมถึงการดัดแปลงข้ามประเภทภารกิจ เช่น การเปลี่ยนขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศให้นำมาใช้ในภารกิจโจมตีภาคพื้นดิน
ในส่วนของอาวุธความเร็วเหนือเสียง (Hypersonic weapons) ซึ่งเป็นอาวุธที่เคลื่อนที่ได้เร็วกว่าความเร็วเสียงเกิน 5 เท่า นั้น กำลังสร้างความกังวลอย่างยิ่ง เนื่องจากคุณลักษณะด้านการหลบหลีกและความเร็วที่ยอดเยี่ยมจนทำให้ระบบป้องกันขีปนาวุธส่วนใหญ่ที่มีอยู่ในปัจจุบันไร้ประสิทธิภาพสกัดกั้น ทั้งนี้ ปัจจุบันมีการทดสอบและประจำการอาวุธประเภทนี้เพิ่มขึ้น โดยมีรายงานการนำมาใช้งานจริงในปฏิบัติการทางทหารเป็นครั้งแรกใน ค.ศ. 2024
แนวโน้มนี้ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของพลเรือนอย่างชัดเจน เมื่ออาวุธมีพิสัยยิงไกลขึ้นและรวดเร็วขึ้น โครงสร้างพื้นฐานสำคัญและเขตชุมชนที่อยู่ห่างไกลจากแนวรบย่อมตกอยู่ในสภาวะเปราะบางมากขึ้น เนื่องจากการโจมตีเหล่านี้มักเกิดขึ้นโดยปราศจากการแจ้งเตือนที่ทันท่วงทีหรือขาดระบบป้องกันภัยทางอากาศที่มีประสิทธิภาพในการสกัดกั้นเพื่อลดทอนความสูญเสีย
ขอบเขตของสนามรบที่ขยายตัวกว้างขึ้น
สงครามสมัยใหม่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงสมรภูมิทางบก ทางเรือ และทางอากาศอีกต่อไป กิจกรรมทางทหารได้ขยายขอบเขตเข้าสู่มิติทางไซเบอร์ มิติทางอวกาศ รวมถึงในพื้นที่ของสภาพแวดล้อมทางข้อมูลข่าวสาร เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
มีการใช้ปฏิบัติการทางไซเบอร์เพื่อโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะ เครือข่ายการสื่อสาร และระบบขนส่ง บ่อยครั้งขึ้น ขณะที่กิจกรรมทางทหารที่ไม่ถึงขั้นทำให้เกิดการขัดกันทางอาวุธ อาทิ การรบกวนสัญญาณ GPS ที่ส่งผลกระทบต่อการบินพลเรือน การวินาศกรรมทางไซเบอร์ และการบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร ก็ได้กลายเป็นลักษณะปกติของการแข่งขันระหว่างรัฐในปัจจุบัน
ในมิติอวกาศ การปล่อยดาวเทียมจำนวนมหาศาลขึ้นสู่วงโคจรในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งบ่อยครั้งมีจำนวนนับร้อยดวงภายในปีเดียว เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่าอวกาศได้กลายเป็นสมรภูมิหลักของปฏิบัติการข่าวกรอง การเฝ้าตรวจ และการลาดตระเวน รวมถึงระบบการบัญชาการ การควบคุม และการสื่อสาร มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การรบกวนหรือปลอมแปลงสัญญาณ หรือแม้แต่การรบกวนทางกายภาพต่อดาวเทียมทั้งทางทหารและพาณิชย์ ตลอดจนความกังวลเรื่องการใช้ระเบิดคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic Pulses: EMP) จากพลังงานนิวเคลียร์เพื่อทำลายดาวเทียมวงโคจรต่ำ ล้วนเป็นสิ่งที่ตอกย้ำถึงความเปราะบางของพื้นที่ยุทธศาสตร์นี้
จากภารกิจป้องกันประเทศ สู่แนวคิด “การป้องกันประเทศแบบเบ็ดเสร็จ”
เพื่อตอบสนองต่อภัยคุกคามที่มีขนาดใหญ่และซับซ้อนยิ่งขึ้น หลายรัฐจึงได้นำกลยุทธ์ “การป้องกันประเทศแบบเบ็ดเสร็จ” (Total Defence) มาใช้ ซึ่งเป็นแนวทางแบบองค์รวมที่ดึงทุกภาคส่วนของสังคมเข้ามามีส่วนร่วม โดยบูรณาการทรัพยากรทั้งด้านการทหาร พลเรือน เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี เข้ามาในการวางแผนความมั่นคงแห่งชาติ กลยุทธ์เหล่านี้มักครอบคลุมถึงแนวทางปฏิบัติสำหรับพลเรือนในการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน การธำรงไว้ซึ่งบริการพื้นฐาน และในบางกรณีอาจรวมถึงการสนับสนุนภารกิจด้านการป้องกันประเทศ นอกจากนี้ กรอบการป้องกันประเทศในปัจจุบันยังให้ความสำคัญกับการพิจารณาว่าบริษัทเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของพลเรือน อาทิ ระบบโทรคมนาคม บริการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และเครือข่ายดาวเทียม จะสามารถนำมาใช้เพื่อสนับสนุนภารกิจในการป้องกันประเทศของกองทัพได้อย่างไรด้วย
แม้ว่าการมีส่วนร่วมของพลเรือนอาจช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถในการรับมือและปรับตัวของรัฐได้ แต่การดึงพลเรือน เข้ามาสนับสนุนภารกิจโดยตรงมากขึ้น เช่น การรวบรวมข้อมูลข่าวสาร การส่งกำลังบำรุง หรือการต่อต้านโดยภาคพลเรือน นำมาซึ่งข้อกังวลร้ายแรงในด้านมนุษยธรรม ตัวอย่างเช่น ยิ่งพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของภาคพลเรือนถูกดึงเข้าใกล้กิจกรรมทางทหารมากเท่าใด ความเสี่ยงที่จะได้รับอันตรายย่อมสูงขึ้นตามไปด้วย และยิ่งทำให้การปฏิบัติตามหลักการแยกแยะ (Principle of Distinction) ภายใต้กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศทำได้ยากยิ่งขึ้น
รัฐที่นำรูปแบบการป้องกันประเทศแบบเบ็ดเสร็จมาใช้ ควรพิจารณาถึงแนวทางการรักษาสมดุลระหว่างการเตรียมความพร้อมและการคุ้มครองป้องกัน เพื่อสร้างหลักประกันว่าพลเรือนจะยังคงได้รับความคุ้มครองจากผลกระทบของ การสู้รบ และไม่ตกอยู่ในความเสี่ยงโดยไม่จำเป็นจากการเข้าไปมีส่วนร่วมในปฏิบัติการทางทหาร
ผลกระทบทางมนุษยธรรมที่จำเป็นต้องตระหนักถึง
ท่ามกลางพัฒนาการทั้งหมดที่กล่าวมา มีแนวโน้มหนึ่งที่น่ากังวลและปรากฏให้เห็นอย่างต่อเนื่อง คือ การที่เส้นแบ่งระหว่างมิติทางพลเรือนและทหารพร่าเลือนลงเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นการนำเทคโนโลยีหาซื้อได้ทั่วไปในท้องตลาดมาใช้ในภารกิจทางทหาร การใช้โครงสร้างพื้นฐานของพลเรือนเพื่อวัตถุประสงค์ทางทหาร หรือแม้แต่การระดมสรรพกำลังจากพลเรือนเองก็ตาม สิ่งเหล่านี้ทำให้การลากเส้นแบ่งระหว่างพลรบและผู้ไม่มีส่วนร่วมกับการสู้รบสุ่มเสี่ยงจะทำได้ยากยิ่งขึ้นกว่าที่เคยเป็น
ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในกรณีที่การนำพลเรือนหรือวัตถุพลเรือนมาใช้ในภารกิจทางทหารก่อให้เกิดคำถามถึง ความสอดคล้องกับพันธกรณีในการคุ้มครองพลเรือนและวัตถุเหล่านั้นจากผลกระทบของการสู้รบภายใต้กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ หากเส้นแบ่งระหว่างพลเรือนและทหารเริ่มพร่าเลือน หลักการแยกแยะ (distinction) ซึ่งเป็นพันธกรณีในการจำแนกเป้าหมายทางทหารออกจากบุคคลและวัตถุพลเรือน ย่อมนำไปสู่การปฏิบัติได้ยากยิ่งขึ้น เช่นเดียวกับกฎเกณฑ์เกี่ยวกับหลักความได้สัดส่วน (Proportionality) ความระมัดระวังในการโจมตี (Precautions in Attack) ตลอดจนการคุ้มครองโครงสร้างพื้นฐานภาคพลเรือน
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อการทำสงครามมีความรวดเร็วขึ้น พึ่งพาระบบอัตโนมัติมากขึ้น และขับเคลื่อนด้วยข้อมูลเป็นหลัก ขอบเขตของการใช้ดุลยพินิจโดยมนุษย์ที่มีภาระรับผิดชอบก็ยิ่งแคบลง การตัดสินใจที่มีส่งผลต่อความเป็นความตายอาจเกิดขึ้นด้วยความเร็วระดับเครื่องจักร โดยอ้างอิงจากข้อมูลและการเขียนโปรแกรมที่ซับซ้อนจนเกินกว่าที่มนุษย์ผู้ควบคุมจะสามารถตรวจสอบได้
บทสรุป: สู่สมรภูมิที่ทวีความซับซ้อน
สมรภูมิในอนาคตจะถูกกำหนดด้วยแนวโน้ม 3 ประการที่สอดประสานกัน ได้แก่ หนึ่ง การลดความเสี่ยงต่อกำลังพลด้วยการใช้ระบบไร้คนขับและระบบระยะไกล และการใช้ระบบอัตโนมัติในภารกิจอันตราย สอง การมุ่งเพิ่มอานุภาพทำลายล้างผ่านการสร้างเครือข่ายเซ็นเซอร์ การตัดสินใจที่รวดเร็วขึ้น และการปฏิบัติการร่วมในหลากหลายมิติ และสาม ความเสี่ยงจากการดึงภาคพลเรือนและวัตถุพลเรือนเข้ามาบูรณาการกับภารกิจทางทหารมากขึ้น ตั้งแต่การใช้โครงสร้างพื้นฐานและเครื่องมือที่มีจำหน่ายทั่วไป ไปจนถึงการใช้ยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศแบบเบ็ดเสร็จ
นวัตกรรมและการใช้ยุทโธปกรณ์สมัยใหม่ต้องมาพร้อมกับการตระหนักถึงผลกระทบที่ตามมาให้มากขึ้น รวมถึงการกำหนดมาตรการป้องกันเพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายต่อพลเรือน ท่ามกลางวิวัฒนาการของความขัดแย้ง ผู้ถือครองอาวุธจะต้องยึดมั่นในกรอบทางกฎหมาย จริยธรรม และมนุษยธรรมเป็นแนวทางในการปฏิบัติอย่างเคร่งครัดและต่อเนื่อง เพราะท้ายที่สุดแล้ว แม้เทคโนโลยีจะเปลี่ยนแปลงรูปแบบของสงครามไปเพียงใด ต้นตอของสงครามและชะตากรรมของผู้แบกรับผลกระทบยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
ท่ามกลางเส้นแบ่งที่พร่าเลือนและจังหวะของสงครามที่เร่งเร้าขึ้น การยึดมั่นในกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ อันเป็นหลักการจำแนกความแตกต่างระหว่างการขัดกันทางอาวุธออกจากความรุนแรงแบบไม่เลือกหน้า จึงกลายเป็นภารกิจที่เร่งด่วนยิ่งกว่าครั้งใด บรรทัดฐานเหล่านี้ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นรากฐานสำคัญในการธำรงรักษาไว้ซึ่งคุณค่าความเป็นมนุษย์ที่ทุกคนมีร่วมกัน บรรทัดฐานเหล่านี้ไม่ใช่ภาระ หากแต่เป็นเข็มทิศที่ช่วยนำทางเราผ่านความซับซ้อน สร้างความชัดเจนท่ามกลางความสับสน และเป็นหลักประกันว่านวัตกรรมทางเทคโนโลยีจะไม่ถูกแลกมาด้วยชีวิตของพลเรือน
