แปลและเรียงเรียงจากบทความ Protecting civilians in good faith: the updated ICRC Commentary on the Fourth Geneva Convention ใน ICRC Humanitarian Law & Policy Blog

“การคุ้มครองพลเรือนในภาวะสงครามเป็นสิ่งที่ทำได้จริง”

นี่คือคำกล่าวของ มีรยานา สปอลยาริช (Mirjana Spoljaric) ประธานคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ ต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเมื่อต้น ค.ศ. 2026 โดยเน้นย้ำให้ประชาคมโลกตระหนักว่า การละเว้นพลเรือนจากผลกระทบอันเลวร้ายของสงครามมิได้เป็นเพียงอุดมคติอันเลื่อนลอย แต่เป็นพันธกรณีตามกฎหมาย อีกทั้งยังเป็นความจำเป็นทางการเมืองและศีลธรรม เนื่องจากการคุ้มครองพลเรือนไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นเงื่อนไขแรกของการสร้างความมั่นคง สันติภาพ และการฟื้นฟูอย่างแท้จริง

ทว่าในทุก ๆ วัน เรากลับต้องประจักษ์กับสิ่งตรงกันข้าม พลเรือนต้องเผชิญกับความพิการ การสูญเสียชีวิต การข่มขืน การทรมาน ความอดอยาก และการถูกบังคับย้ายถิ่นฐาน ความโหดร้ายทารุณที่เกิดขึ้นกับพลเรือนในการขัดกันทางอาวุธในปัจจุบัน เป็นภาพสะท้อนถึงสภาวการณ์ในอดีตที่เป็นจุดกำเนิดของอนุสัญญาเจนีวาท่ามกลางซากปรักหักพังที่ยังคุกรุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ผู้ร่างกฎหมายในขณะนั้นมุ่งมั่นที่จะสลักหลักการสำคัญลงในกฎหมายและจิตสำนึกของสังคมว่า สงครามต้องมีขอบเขต และที่สำคัญที่สุด พวกเขาตระหนักดีว่าพลเรือนต้องได้รับการคุ้มครองในยามสงครามอย่างชัดเจนและปราศจากข้อสงสัย ความตระหนักดังกล่าวนำไปสู่การรับรองอนุสัญญาเจนีวาฉบับที่สี่ (Fourth Geneva Convention) ซึ่งเป็นอนุสัญญาฉบับเดียวในบรรดาอนุสัญญาหลักทั้งสี่ฉบับที่มุ่งเน้นการคุ้มครองพลเรือน มิใช่พลรบ

การยกระดับการปฏิบัติตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศและการคุ้มครองพลเรือนอย่างแท้จริง ย่อมเริ่มต้นจากการมีความเข้าใจที่ชัดเจนและตรงกันเกี่ยวกับเจตนารมณ์ของกฎเกณฑ์เหล่านั้น นี่คือบทบาทสำคัญของคำอธิบายฉบับปรับปรุงใหม่โดยคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ เช่นเดียวกับคำอธิบายฉบับปรับปรุงของอนุสัญญาเจนีวาฉบับที่หนึ่ง สอง และสาม ที่ได้เผยแพร่ไปก่อนหน้านี้ คำอธิบายฉบับปรับปรุงของอนุสัญญาฉบับที่สี่นี้จะทำหน้าที่เป็นคู่มือภาคปฏิบัติที่ช่วยให้ผู้ปฏิบัติงาน ผู้กำหนดนโยบาย และนักวิชาการ สามารถนำข้อบัญญัติทางกฎหมายไปปรับใช้ในสถานการณ์จริงได้อย่างถูกต้อง

อย่างไรก็ดี สิ่งสำคัญที่ต้องตระหนักไว้เสมอคือ วัตถุประสงค์หลักของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศคือการคุ้มครองชีวิต ไม่ใช่การสร้างความชอบธรรมให้แก่การทำลายล้างในวงกว้าง ดังนั้น การทำความเข้าใจอนุสัญญาและคำอธิบายฉบับปรับปรุงนี้ จะต้องเป็นไปตามหลักสุจริตตามที่กฎหมายระหว่างประเทศกำหนด โดยต้องตีความในลักษณะที่ธำรงไว้ซึ่งความสมดุลระหว่างความจำเป็นทางทหารและหลักมนุษยธรรม อันเป็นรากฐานที่ถักทออยู่ในทุกกฎเกณฑ์ จิตวิญญาณ และวัตถุประสงค์ในการคุ้มครองของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ

การตีความสนธิสัญญาภายใต้อนุสัญญาเวียนนา

เนื่องจากอนุสัญญาเจนีวาถือเป็นสนธิสัญญา จึงต้องอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายสนธิสัญญา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อนุสัญญาเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา (Vienna Convention on the Law of Treaties) ซึ่งระบุไว้ในมาตรา 31 อย่างชัดเจนว่า สนธิสัญญาและอนุสัญญาจะต้องได้รับการตีความโดยสุจริต ตามความหมายปกติของถ้อยคำในบริบทที่เกี่ยวข้อง โดยต้องคำนึงถึงวัตถุประสงค์และความมุ่งหมาย ตลอดจนแนวทางการปฏิบัติที่เกี่ยวข้องในเวลาต่อมาประกอบด้วย

ในบรรดาองค์ประกอบเหล่านี้ วัตถุประสงค์และความมุ่งหมาย” (Object and Purpose) ถือเป็นสิ่งที่มีความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากทำหน้าที่ชี้นำให้ผู้ตีความพิจารณาไม่เพียงถ้อยคำในตัวบทเพียงอย่างเดียว เพื่อเข้าถึงเป้าหมายสูงสุดของสนธิสัญญาซึ่งเปรียบเสมือน “จิตวิญญาณ” อันเป็นประทีปนำทางในการตีความ สำหรับอนุสัญญาเจนีวา จิตวิญญาณดังกล่าวคือการคุ้มครองผู้ที่ไม่ได้เข้าร่วม หรือออกจากการสู้รบ ซึ่งปรากฏอยู่อย่างชัดแจ้งในชื่อของอนุสัญญา ตัวบทกฎหมาย เอกสารเตรียมการยกร่างกฎหมาย ตลอดจนบริบทสภาวการณ์ในช่วงที่มีการรับรองอนุสัญญา

วัตถุประสงค์และความมุ่งหมายของอนุสัญญาเจนีวา

ตรรกะแห่งการคุ้มครองของอนุสัญญาเจนีวานั้นมีความชัดเจนอย่างยิ่ง กล่าวคือ

  • อนุสัญญาฉบับที่หนึ่งและสอง – มุ่งคุ้มครองทหารที่บาดเจ็บ ป่วยไข้ และประสบภัยเรืออับปาง ตลอดจนบุคลากรทางการแพทย์ บุคลากรทางศาสนา และผู้เสียชีวิต
  • อนุสัญญาฉบับที่สาม – มุ่งคุ้มครองเชลยศึก เพื่อรับประกันว่าพวกเขาจะได้รับการปฏิบัติตามหลักมนุษยธรรม
  • อนุสัญญาฉบับที่สี่ (ประเด็นหลักในบริบทนี้) – มุ่งคุ้มครองพลเรือนในยามที่มีการขัดกันทางอาวุธและการยึดครอง
  • ข้อ 3 ร่วม  (Common Article 3) – อันปรากฏอยู่ในอนุสัญญาทั้งสี่ฉบับ ได้ขยายขอบเขตการคุ้มครองไปยังผู้ที่ไม่ได้มีส่วนร่วม หรือออกจากการสู้รบ ในบริบทการขัดกันทางอาวุธที่ไม่ใช่ระหว่างประเทศ

ดุลยภาพระหว่างความจำเป็นทางทหารและหลักมนุษยธรรม ซึ่งเป็นคุณลักษณะเฉพาะของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศนั้น ไม่ใช่กรอบการตีความที่สร้างขึ้นใหม่ หากแต่เป็นสิ่งที่หยั่งรากอยู่ในตัวบทของอนุสัญญามาตั้งแต่ต้น ดังนั้น แม้กฎหมายจะรองรับอำนาจบางประการ เช่น อำนาจในการกักคุมตามมาตรา 21 ของอนุสัญญาฉบับที่สาม หรือการดำเนินมาตรการเพื่อความปลอดภัยตามมาตรา 27 ของอนุสัญญาฉบับที่สี่ แต่อำนาจเหล่านี้ถูกจำกัดไว้อย่างรัดกุมด้วยมาตรการป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดการใช้อำนาจในทางมิชอบ บทบัญญัติเหล่านี้จึงไม่ใช่ช่องโหว่ทางกฎหมาย หากแต่ได้รับการร่างขึ้นโดยเจตนาเพื่อแก้ไขการล่วงละเมิดในอดีตและเสริมสร้างการคุ้มครองให้รัดกุมยิ่งขึ้น นอกจากนี้ อนุสัญญาเจนีวายังกำหนดกฎเกณฑ์เด็ดขาด เช่น ข้อห้ามการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายรูปแบบอื่น ซึ่งสะท้อนถึงสถานะหลักกฎหมายบังคับเด็ดขาด อันส่งผลให้ความจำเป็นทางทหารไม่สามารถอยู่เหนือหลักมนุษยธรรมได้ไม่ว่าในกรณีใดก็ตามในกรณีเหล่านี้

โดยสรุปแล้ว วัตถุประสงค์และความมุ่งหมายของอนุสัญญาเจนีวามุ่งเน้นไปที่การคุ้มครองอย่างแท้จริง ทว่าการตระหนักถึงเจตนารมณ์นี้เพียงอย่างเดียวย่อมไม่เพียงพอ หากแต่วิธีการตีความและการนำอนุสัญญาไปปรับใช้ต่างหาก คือหัวใจสำคัญของเรื่องนี้

ความหมายของหลักสุจริต

หากวัตถุประสงค์และความมุ่งหมายคือสิ่งที่บ่งชี้ว่าอนุสัญญามุ่งหวังผลสัมฤทธิ์ใด หลักความสุจริตย่อมเป็นหลักบรรทัดฐานที่กำหนดว่าอนุสัญญาดังกล่าวจะต้องได้รับการตีความและบังคับใช้อย่างไร

ความสุจริตเริ่มต้นที่ตัวผู้ตีความ ซึ่งต้องตั้งมั่นอยู่บนความซื่อสัตย์สุจริตและการปฏิบัติภารกิจ “โดยปราศจากการฉ้อฉลหรือเจตนาหลอกลวง” ยกตัวอย่างเช่น เมื่อผู้ตีความอ้างอิงแหล่งที่มาของกฎหมายและแนวปฏิบัติประกอบการตีความ ย่อมต้องกระทำด้วยความสุจริตและอ้างอิงแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดอย่างรอบด้าน โดยต้องไม่เลือกอ้างอิงเฉพาะแหล่งข้อมูลที่สนับสนุนข้อสรุปของตนเอง แต่ต้องระบุแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างโปร่งใสและครบถ้วน

ความสุจริตยังผูกพันถึงกระบวนการตีความ โดยกำหนดทิศทางในการดำเนินการ รวมถึงการนำปัจจัยพิจารณาต่าง ๆ มาปรับใช้ โดยเฉพาะหลักความสมเหตุสมผล ความสำคัญของการรักษาสมดุลระหว่างองค์ประกอบต่าง ๆ ของสนธิสัญญา ตลอดจนหลักสัมฤทธิผลของสนธิสัญญา (Principle of Effectiveness)

การตีความโดยสุจริตย่อมหมายถึง การตีความอนุสัญญาในลักษณะที่ส่งผลให้การคุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบจากสงครามเกิดผลสัมฤทธิ์จริงและมีประสิทธิภาพอย่างเป็นรูปธรรม อันเป็นข้อกำหนดตามกฎหมายระหว่างประเทศ ดังที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ได้ระบุไว้ชัดเจนในคำวินิจฉัยคดี Gabčíkovo-Nagymaros ค.ศ. 1997 ว่า “หลักสุจริตผูกพันให้ภาคีคู่พิพาทต้องปรับใช้ [สนธิสัญญา] อย่างสมเหตุสมผล และในแนวทางที่ส่งผลให้บรรลุวัตถุประสงค์ของสนธิสัญญา” และนี่คือเกณฑ์มาตรฐานในการตีความอนุสัญญาเจนีวาเช่นเดียวกัน

ด้วยเหตุนี้ “ในกรณีที่สนธิสัญญาอาจตีความได้สองทาง โดยทางหนึ่งทำให้สนธิสัญญามีผลสัมฤทธิ์อย่างเหมาะสม แต่อีกทางหนึ่งไม่ได้เป็นเช่นนั้น หลักความสุจริต ตลอดจนวัตถุประสงค์และความมุ่งหมายของสนธิสัญญา ย่อมเรียกร้องให้เลือกใช้การตีความในทางแรก” หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ การตีความโดยสุจริตหมายถึงการทำให้การคุ้มครองที่บันทึกไว้ในอนุสัญญามีผลสัมฤทธิ์ในทางปฏิบัติอย่างแท้จริง

การบรรลุวัตถุประสงค์ด้านมนุษยธรรมของอนุสัญญาเจนีวา

ดังนั้น ในการตีความและบังคับใช้อนุสัญญาเจนีวา รัฐพึงรับประกันว่าวัตถุประสงค์ด้านมนุษยธรรมอันเป็นรากฐานของอนุสัญญาจะบรรลุผลได้อย่างสมบูรณ์ ตัวอย่างเช่น เมื่อบริบททางเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไป รัฐต่าง ๆ ย่อมต้องปรับแนวทางการตีความเพื่อรักษาเจตนารมณ์แห่งการคุ้มครองไว้ให้คงเดิม เช่นในปัจจุบัน ข้อห้ามมิให้บุคคลผู้ได้รับการคุ้มครองต้องเผชิญกับความอยากรู้อยากเห็นของสาธารณชน (Public Curiosity) ย่อมต้องได้รับการตีความให้ครอบคลุมไม่เพียงแต่การห้ามตีพิมพ์ภาพถ่ายในหนังสือพิมพ์เท่านั้น หากแต่รวมถึงการห้ามเผยแพร่ภาพเหล่านั้นบนสื่อสังคมออนไลน์ด้วยเช่นกัน

ดังที่หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายของเราได้ระบุไว้อย่างเหมาะสมว่า “การปฏิบัติตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ย่อมต้องเป็นไปเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ทางมนุษยธรรม มิใช่เพื่อการบิดเบือนแสวงหาช่องโหว่ทางกฎหมาย” ถึงกระนั้น บ่อยครั้งที่ภาคีคู่พิพาทกลับเลือกใช้การตีความในมุมมองที่คับแคบเกินกว่าจะยอมรับได้ ซึ่งไม่เพียงขัดต่อวัตถุประสงค์ด้านมนุษยธรรมอันเป็นหัวใจของกฎหมาย หากแต่ยังถือเป็นการไม่ปฏิบัติตามพันธกรณีของตนอีกด้วย ตัวอย่างเช่น

  • การที่ภาคีคู่พิพาทอนุญาตให้ส่งมอบสิ่งของบรรเทาทุกข์ทางมนุษยธรรมผ่านช่องทางอย่างเป็นทางการตามมาตรา 23 และ 59 ของอนุสัญญาฉบับที่สี่ แต่กลับสร้างเงื่อนไขและขั้นตอนทางเทคนิคที่ซับซ้อนจนกลายเป็นภาระอย่างยิ่ง ส่งผลให้สิ่งของบรรเทาทุกข์เหล่านั้นไม่อาจส่งถึงมือผู้เดือดร้อนได้จริงในทางปฏิบัติ
  • การที่หน่วยงานที่คุมขังจัดหาอาหารให้แก่ผู้ถูกกักคุมในปริมาณต่ำสุดเพื่อประทังชีวิต โดยละเลยข้อกำหนดตามอนุสัญญาที่ระบุไว้ชัดเจนว่า อาหารต้องมี “ปริมาณ คุณภาพ และความหลากหลายที่เพียงพอต่อการรักษาสุขภาพที่ดี และป้องกันภาวะขาดสารอาหาร” ตลอดจน “ต้องคำนึงถึงหลักโภชนาการตามปกติของผู้ถูกกักคุมด้วย”
  • การที่ภาคีคู่พิพาทปฏิบัติต่อเงื่อนไขทางเวลา เช่น คำว่า “โดยเร็วที่สุด” (As soon as possible) หรือ “โดยไม่ชักช้าโดยปราศจากเหตุผล” (Without undue delay) เสมือนว่าเป็นข้อกำหนดที่ยืดหยุ่นได้ โดยดึงเวลาออกไปยาวนานจนทำให้มาตรการคุ้มครองต่าง ๆ ไร้ความหมาย แทนที่จะยึดมั่นในความเร่งด่วนตามเจตนารมณ์แท้จริงของกฎหมาย

บทสรุป: การดำรงไว้ซึ่งสมดุลระหว่างความจำเป็นทางทหารและหลักมนุษยธรรมในทุกสภาวการณ์

อนุสัญญาเจนีวาไม่ได้ละเลยต่อสภาวะความเป็นจริงแห่งสงคราม โดยยอมรับว่าภาคีคู่พิพาทอาจมีความจำเป็นต้องดำเนินมาตรการควบคุมหรือรักษาความปลอดภัยภายใต้สถานการณ์อันจำกัด ทว่าข้อยกเว้นเหล่านี้มิได้มีไว้เพื่อกลืนกินกฎเกณฑ์หลัก การจะบรรลุวัตถุประสงค์ของอนุสัญญาได้นั้นจำเป็นต้องตีความข้อยกเว้นเหล่านั้นอย่างเคร่งครัด ตระหนักถึงมาตรการป้องกันอย่างจริงจัง และไม่ยินยอมให้มาตรการคุ้มครองถูกลดทอนคุณค่าลง นี่คือเจตนารมณ์อันแท้จริงของผู้ร่างกฎหมายที่ตั้งใจบัญญัติกฎเกณฑ์และกลไกป้องกันเหล่านี้ไว้ ด้วยตระหนักดีว่าหากปราศจากสิ่งเหล่านี้ พลเรือนย่อมตกเป็นเหยื่อของการใช้อำนาจในทางที่ผิดอย่างมิอาจเลี่ยงได้ สิ่งที่ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นโล่ย่อมต้องไม่ถูกเปลี่ยนให้เป็นดาบ และการตีความอนุสัญญาในแนวทางอื่นใดย่อมถือเป็นการทรยศต่อจิตวิญญาณอันแท้จริงของกฎหมายอย่างสิ้นเชิง

ด้วยเหตุนี้ หลักสุจริตจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ขาดเสียมิได้ เพราะเป็นเครื่องมือค้ำจุนให้การตีความยังคงยึดโยงอยู่กับวัตถุประสงค์และความมุ่งหมายของอนุสัญญา ทั้งยังเป็นหลักประกันว่าเจตนารมณ์ในการคุ้มครองย่อมอยู่เหนือการหลบเลี่ยงผ่านช่องโหว่ทางเทคนิคทั้งปวง

การตีพิมพ์บทวิเคราะห์ฉบับปรับปรุงใหม่ของอนุสัญญาเจนีวาฉบับที่สี่ในครั้งนี้ นับเป็นหมุดหมายสำคัญที่คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศได้เสร็จสิ้นการทบทวนอนุสัญญาทั้งสี่ฉบับอย่างรอบด้าน บทวิเคราะห์เหล่านี้ได้ประมวลกฎหมายและแนวปฏิบัติที่สั่งสมมากว่า 75 ปี มาเป็นเครื่องมืออันทรงคุณค่าสำหรับผู้ปฏิบัติงาน ผู้กำหนดนโยบาย และนักวิชาการ ทว่าผลงานเหล่านี้มิได้เป็นเพียงเอกสารอ้างอิงเท่านั้น หากแต่เป็นแนวทางสำคัญที่จะช่วยให้มั่นใจว่า อนุสัญญาเจนีวาจะถูกนำไปปรับใช้อย่างบรรลุเจตนารมณ์ นั่นคือ เพื่อการคุ้มครองเพื่อนมนุษย์ในยามสงคราม