แปลและเรียงเรียงจากบทความ When hostilities end but suffering remains: the necessary continuation of humanitarian activities in the aftermath ใน ICRC Humanitarian Law & Policy Blog
เมื่อสงครามสิ้นสุดลง สิ่งที่ยังหลงเหลืออยู่คือผลกระทบร้ายแรงต่อประชากรพลเรือน ทั้งการพลัดพรากจากครอบครัว โครงสร้างพื้นฐานที่ถูกทำลาย การต้องลี้ภัยไปยังต่างแดนหรือกลายเป็นผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ ตลอดจนผู้บาดเจ็บและผู้ป่วยจำนวนมาก ท่ามกลางวิกฤติเหล่านี้ ผู้คนยังคงต้องการความช่วยเหลือและความคุ้มครองอย่างเร่งด่วน โดยปกติแล้ว ชุมชนในพื้นที่จะเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือในเบื้องต้น ตามด้วยภาครัฐหรือผู้มีอำนาจควบคุมดินแดนนั้น ทว่าหากกลไกเหล่านี้ไม่สามารถแบกรับภาระดังกล่าวได้ องค์กรด้านมนุษยธรรมอาจเข้ามาดำเนินการและมีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูคุณภาพชีวิตของประชากรพลเรือนในระยะหลังสิ้นสุดสงคราม ด้วยเหตุนี้ การให้ความคุ้มครององค์กรด้านมนุษยธรรมจึงยังเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งยวด
อย่างไรก็ตาม ผู้ปฏิบัติงานด้านมนุษยธรรมทั่วโลก รวมถึงคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ ยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายหลายรูปแบบ ทั้งปัญหาความไม่ปลอดภัย ข้อจำกัดด้านการบริหารจัดการที่เกิดขึ้นจากทั้งฝ่ายรัฐและฝ่ายที่ไม่ใช่รัฐ ตลอดจนความเสี่ยงที่จะถูกจับกุมและดำเนินคดีจากการปฏิบัติหน้าที่ตามอาณัติของตนในกรณีที่กฎหมายต่อต้านการก่อการร้ายและระบบมาตรการคว่ำบาตรมีความเข้มงวดหรือไม่ได้กำหนดข้อยกเว้นด้านมนุษยธรรมไว้
ภายใต้กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศและกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ รัฐย่อมมีพันธกรณีหลักในการตอบสนองความต้องการของประชากรภายใต้เขตอำนาจและการควบคุมของตนอยู่เสมอ พันธกรณีดังกล่าวมีรากฐานมาจากหลักอธิปไตยของรัฐ กฎหมายระหว่างประเทศทั่วไป และพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนของรัฐ พันธกรณีหลักนี้ครอบคลุมไปถึงบทบาทในการริเริ่ม จัดตั้ง ประสานงาน และดำเนินการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมภายในดินแดนของตน ซึ่งเป็นไปตามหลักการชี้แนะตามข้อมติสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติว่าด้วยการเสริมสร้างความเข้มแข็งในการประสานงานความช่วยเหลือฉุกเฉินด้านมนุษยธรรมของสหประชาชาติ (Guiding Principles in the UN General Assembly resolution on Strengthening of the coordination of humanitarian emergency assistance of the United Nations)
ในสถานการณ์การขัดกันทางอาวุธ กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศได้วางกรอบการเข้าถึงและการดำเนินภารกิจด้านมนุษยธรรมไว้อย่างรัดกุม ทว่าในสถานการณ์ฉุกเฉินอื่น ๆ หรือในช่วงเปลี่ยนผ่านหลังสิ้นสุดการขัดกันทางอาวุธ มักเกิดคำถามตามมาว่า กฎหมายระหว่างประเทศทั่วไปและกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศได้กำหนดพันธกรณีให้รัฐต้องยอมรับและคุ้มครองการดำเนินภารกิจดังกล่าวด้วยหรือไม่ ในความเป็นจริงแล้ว สงครามและสันติภาพไม่ได้มีเส้นแบ่งแยกขาดกันอย่างชัดเจน ในช่วงสิ้นสุดการสู้รบ ร่องรอยความสูญเสียยังคงหลงเหลือให้เห็นอย่างชัดเจนและต้องมีการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม เพื่อเอื้อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่สันติภาพอย่างแท้จริงและยุติความทุกข์ทรมานของมนุษย์อันเป็นผลจากความขัดแย้งนั้น
ความคุ้มครองตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศในระหว่างและภายหลังสงคราม
ภายใต้กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ องค์กรด้านมนุษยธรรมที่ไม่เลือกปฏิบัติมีสิทธิเสนอความช่วยเหลือแก่ภาคีคู่พิพาทเพื่อตอบสนองความต้องการพื้นฐานของประชากรที่ได้รับผลกระทบจากการขัดกันทางอาวุธ โดยการเข้าถึงพื้นที่ต้องได้รับความยินยอมจากรัฐภาคีที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้การปฏิเสธไม่ให้ความช่วยเหลือเข้าถึงต้องเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากการปฏิเสธนั้นส่งผลให้สิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ที่ได้รับผลกระทบถูกลิดรอน เว้นแต่ในสถานการณ์การยึดครองซึ่งรัฐมีพันธกรณีเป็นพิเศษในการยอมรับความช่วยเหลือนั้น นอกจากนี้ ในบริบทการขัดกันทางอาวุธระหว่างประเทศและการขัดกันทางอาวุธที่ไม่ใช่ระหว่างประเทศ การโจมตีเจ้าหน้าที่ วัตถุหรือยานพาหนะที่ใช้ในการให้ช่วยเหลือทางมนุษยธรรม ถือเป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างร้ายแรงและเข้าข่ายอาชญากรรมสงคราม (ตามธรรมนูญกรุงโรม ข้อ 8(2)(b)(iii) และข้อ 8(2)(e)(iii))
บ่อยครั้งที่ในสถานการณ์การขัดกันทางอาวุธมีภาคีหลายฝ่ายเข้ามาเกี่ยวข้องในหลายสมรภูมิ และเมื่อสถานการณ์ยืดเยื้อ การระบุความเชื่อมโยงระหว่างผลกระทบด้านมนุษยธรรมประการหนึ่งกับเหตุการณ์ใดโดยเฉพาะอาจมีความซับซ้อน เนื่องจากความเสียหายจากการสู้รบมักแผ่ขยายเป็นวงกว้าง อย่างไรก็ดี ความคลุมเครืออันเกิดจากความขัดแย้งที่ทับซ้อนกันนี้ก็ไม่ควรเป็นอุปสรรคต่อการให้ความคุ้มครองและความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ผู้ได้รับผลกระทบ
นอกจากนี้ แม้สถานการณ์การขัดกันทางอาวุธจะสิ้นสุดลงแล้ว แต่บทบัญญัติบางประการภายใต้กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศก็ยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไป เช่น บทบัญญัติเกี่ยวกับบุคคลที่ถูกลิดรอนเสรีภาพ หรือพันธกรณีในการดูแลผู้บาดเจ็บและผู้ป่วย ด้วยเหตุนี้ ความคุ้มครองพิเศษตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศสำหรับภารกิจและบุคลากรด้านมนุษยธรรมจึงยังคงต้องได้รับการเคารพต่อไป
ความสำคัญของภารกิจด้านมนุษยธรรมในอันที่จะตอบสนองต่อผลกระทบทั้งปวงจากการขัดกันทางอาวุธและสถานการณ์ความรุนแรงได้รับการรับรองไว้ในธรรมนูญกลุ่มองค์กรกาชาดและเสี้ยววงเดือนแดงระหว่างประเทศ (Statutes of the International Red Cross and Red Crescent Movement) ซึ่งมอบอาณัติให้คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศดำเนินงานไม่เพียงแต่ในสถานการณ์การขัดกันทางอาวุธระหว่างประเทศ การขัดกันทางอาวุธที่ไม่ใช่ระหว่างประเทศ และความไม่สงบภายในเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการตอบสนองต่อ “ผลลัพธ์โดยตรง” ของสถานการณ์ดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ ข้อตกลงซีวิล (Seville Agreement) ได้ระบุไว้ว่า “ผลลัพธ์โดยตรง” นี้ให้หมายความครอบคลุมทั้งช่วงเวลาหลังสิ้นสุดการสู้รบและระยะฟื้นฟูหลังความขัดแย้ง ซึ่งเป็นช่วงที่ผู้ได้รับผลกระทบยังคงต้องการความช่วยเหลืออยู่
บทบาทสำคัญของสิทธิมนุษยชน
ในระหว่างการขัดกันทางอาวุธ กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศและกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศต่างมีบทบาทเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน อย่างไรก็ดี เมื่อการขัดกันทางอาวุธสิ้นสุดลงและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศยุติการบังคับใช้หรือมีผลบังคับใช้เพียงในบางกรณี พันธกรณีตามกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศจะยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไป เนื่องจากภายหลังความขัดแย้งอาจเกิดเหตุความรุนแรงขึ้นเป็นระลอก ซึ่งแม้จะยังไม่มีระดับการจัดตั้งองค์กรและความรุนแรงที่สูงพอจะเข้าข่ายการขัดกันทางอาวุธที่ไม่ใช่ระหว่างประเทศ แต่ก็ยังคงก่อให้เกิดความไม่มั่นคงและส่งผลกระทบในทางมนุษยธรรม รัฐทั้งหลายจึงต้องรับรองว่าประชากรทั้งหมดจะได้รับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานอย่างน้อยในระดับต่ำสุด ควบคู่ไปกับการดำเนินงานอย่างจริงจังเพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงสิทธิมนุษยชนทุกประการได้อย่างเต็มที่ ทั้งนี้ แม้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน รัฐก็ยังคงมีพันธกรณีที่จะต้องรับรองว่าสิทธิมนุษยชนในระดับที่จำเป็นขั้นต่ำสุดนั้นจะได้รับการคุ้มครองอย่างทั่วถึง
แม้ว่าการเข้าถึงความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมจะไม่ได้ถูกกำหนดให้เป็นสิทธิมนุษยชนโดยตรงตามกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ แต่การอำนวยความสะดวกให้แก่ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมถือเป็นแนวทางเพิ่มเติมที่ช่วยให้รัฐสามารถปฏิบัติตามพันธกรณีในการคงไว้ซึ่งสิทธิขั้นพื้นฐานในระดับที่จำเป็นและให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิทุกประการได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ รัฐยังมีพันธกรณีในการคุ้มครองบุคคลทุกคนที่อยู่ภายในอาณาเขตและเขตอำนาจของตนโดยปราศจากการเลือกปฏิบัติ (ตามข้อ 2 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง หรือ ICCPR) ด้วยเหตุนี้ บุคลากรทางมนุษยธรรมจึงได้รับความคุ้มครองภายใต้กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศด้วยเช่นกัน เช่น การได้รับความคุ้มครองจากการถูกพรากสิทธิในชีวิตโดยพลการ หรือการถูกจับกุมและคุมขังโดยมิชอบ ขณะเดียวกัน กติกาสากลสองฉบับ (คือ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม หรือ ICESCR) ก็ได้ให้ความสำคัญกับความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยระบุว่า ทรัพยากรจากประชาคมโลกจะต้องนับว่าเป็น “ทรัพยากรที่มีอยู่” (available resources) ซึ่งจะต้องนำมาประกอบการประเมินว่ารัฐได้ดำเนินมาตรการที่จำเป็นอย่างครบถ้วนเพื่อให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิมนุษยชนได้อย่างแท้จริงแล้วหรือไม่ด้วย
รัฐทั้งหลายมีพันธกรณีในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน อาทิ สิทธิในการมีชีวิต และการห้ามมิให้มีการทรมาน รวมถึงการปฏิบัติที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีอื่น ๆ การที่รัฐปฏิเสธไม่ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเข้าถึงพื้นที่โดยมิชอบด้วยกฎหมายอาจนำไปสู่การละเมิดสิทธิในการมีชีวิตได้ โดยจะเป็นในกรณีที่ประชากรต้องการความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอย่างเร่งด่วนเพื่อบรรเทาภาวะอดอยากหรือทุพโภชนาการขั้นรุนแรง แต่รัฐกลับปฏิเสธการเข้าถึงทั้งที่รัฐเองก็ไม่มีความสามารถหรือความตั้งใจที่จะตอบสนองต่อความต้องการเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การขัดขวางไม่ให้ประชากรได้รับสิ่งของจำเป็นในขณะที่พวกเขากำลังเผชิญกับความยากลำบากอยู่แล้วในสถานการณ์การขัดกันทางอาวุธหรือความรุนแรง ไม่เพียงแต่จะก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานทางร่างกายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความทุกข์ทรมานทางจิตใจด้วย
แม้ว่าการได้รับสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมอย่างเต็มที่อาจต้องใช้เวลา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ารัฐจะละเลยพันธกรณีหลักที่ต้องปฏิบัติตามในทันทีได้ อันได้แก่ การเคารพสิทธิในมาตรฐานการครองชีพที่เพียงพอ ซึ่งรวมถึงอาหาร น้ำ ที่อยู่อาศัย และสิทธิทางสุขภาพ นอกจากนี้ พันธกรณีในการเคารพสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ยังครอบคลุมถึงการเคารพช่องทางความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมที่มีอยู่เดิมซึ่งเคยได้รับอนุญาตไปแล้วในระหว่างการขัดกันทางอาวุธ ซึ่งยังคงช่วยให้ประชาชนได้รับสิทธิต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องเมื่อสงครามสิ้นสุดลง ทั้งนี้ มาตรการใดที่เจตนาให้เกิดการลดทอนสิทธิที่เคยมีอยู่จะต้องมีเหตุผลความจำเป็นมารองรับอย่างชัดเจน เนื่องจากความสำเร็จในการอนุวัติการด้านสิทธินั้นจะต้องเป็นไปในลักษณะที่ก้าวหน้าและพัฒนาดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
คณะกรรมการว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (Committee on Economic, Social and Cultural Rights) แห่งสหประชาชาติได้เน้นย้ำในความเห็นทั่วไปเกี่ยวกับสิทธิในอาหารว่า การละเมิดสิทธิในอาหารอาจเกิดขึ้นจากการกระทำโดยตรงของรัฐได้ เช่น การขัดขวางไม่ให้เข้าถึงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ทั้งนี้ การจำกัดสิทธิต่าง ๆ จะทำได้ก็ต่อเมื่อเป็นการทำเพื่อ “สวัสดิการทั่วไปของประชาชน” ต้องเป็นไปตามกฎหมาย มีเป้าหมายที่ชอบธรรม และสอดคล้องกับหลักความจำเป็นและหลักความได้สัดส่วน นอกจากนี้ พันธกรณีในการคุ้มครองสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ยังกำหนดให้รัฐต้องรับรองให้การเข้าถึงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอันมีส่วนช่วยให้ประชาชนได้รับสิทธิต่าง ๆ นั้นเป็นไปอย่างปลอดภัยและไม่มีอุปสรรค และเพื่อให้การปฏิบัติตามพันธกรณีดังกล่าวบรรลุผลสำเร็จ รัฐอาจจำเป็นต้องออกมาตรการหรือกฎหมายเพื่อส่งเสริมในเชิงรุกให้ประชาชนเข้าถึงช่องทางและทรัพยากรต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้น
ความคุ้มครองเพิ่มเติม
ผู้ได้รับผลกระทบจากการขัดกันทางอาวุธที่ต้องการความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมอาจอยู่นอกเขตพื้นที่สู้รบก็ได้ เช่น ผู้ที่ต้องพลัดถิ่นฐานหรือลี้ภัย ซึ่งแม้ว่ากฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอาจไม่ได้บังคับใช้ครอบคลุมไปถึงพื้นที่ใหม่ที่พวกเขาอยู่ แต่พวกเขาก็ยังคงต้องได้รับความคุ้มครอง ดังจะเห็นได้ว่า ทั้งอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child) และกฎบัตรแอฟริกันว่าด้วยสิทธิและสวัสดิภาพของเด็ก (African Charter on the Rights and Welfare of the Child) ต่างก็กำหนดพันธกรณีให้รัฐต้องดูแลให้เด็กที่กำลังลี้ภัยหรือมีสถานะเป็นผู้ลี้ภัยได้รับความช่วยเหลือทางมนุษยธรรม พร้อมทั้งกำหนดให้มีความร่วมมือระหว่างภาครัฐ องค์การระหว่างประเทศ และองค์กรนอกภาครัฐ ด้วย
คณะกรรมการว่าด้วยสิทธิเด็ก (Committee on the Rights of the Child) แห่งสหประชาชาติระบุว่า รัฐทั้งหลายควรให้การยอมรับและอำนวยความสะดวกแก่ความช่วยเหลือที่มีผู้เสนอให้เพื่อตอบสนองความต้องการของเด็กที่ไม่มีผู้ดูแลหรือพลัดพรากจากครอบครัว โดยคณะกรรมการได้เน้นย้ำเรื่องนี้บ่อยครั้ง ทั้งในเรื่องสิทธิในการศึกษา สิทธิในมาตรฐานการครองชีพที่เพียงพอ และสิทธิทางสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่รัฐมีข้อจำกัดด้านขีดความสามารถ ยิ่งไปกว่านั้น รัฐไม่ควรรอรับความช่วยเหลือเพียงอย่างเดียว แต่ควรเป็นฝ่ายเสาะแสวงหาความช่วยเหลือจากนานาชาติด้วย เช่นเดียวกับ อนุสัญญากัมปาลา (Kampala Convention) ที่คุ้มครองและช่วยเหลือผู้พลัดถิ่นภายในประเทศของแอฟริกา ซึ่งกำหนดพันธกรณีให้รัฐต้องเปิดทางให้สิ่งของบรรเทาทุกข์ผ่านเข้าไปได้อย่างรวดเร็วโดยไม่มีอุปสรรค และต้องช่วยอำนวยความสะดวกให้หน่วยงานด้านมนุษยธรรมสามารถเข้าไปช่วยเหลือคนกลุ่มนี้ได้อย่างเต็มที่ด้วย
แนวทางการอำนวยความสะดวกให้แก่ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมในช่วงสิ้นสุดการสู้รบ
การเตรียมการและวางแผนล่วงหน้าเพื่อรับมือผลกระทบที่จะเกิดขึ้นภายหลังสิ้นสุดการขัดกันทางอาวุธโดยภาคีคู่พิพาทและองค์กรด้านมนุษยธรรมทั้งในช่วงก่อนและระหว่างการขัดกันทางอาวุธถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง โดยต้องคำนึงถึงความต้องการของประชากรพลเรือนอยู่เสมอ มิเช่นนั้นความเปราะบางที่เกิดจากการสู้รบจะทวีความรุนแรงและอาจส่งผลกระทบยืดเยื้อในระยะยาว
การอำนวยความสะดวกในการดำเนินงานด้านมนุษยธรรมเพื่อรับมือกับผลกระทบโดยตรงจากการขัดกันทางอาวุธ จะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความต้องการของผู้ได้รับผลกระทบมากกว่าจะกำหนดด้วยกรอบเวลา ซึ่งความต้องการเหล่านี้อาจจำเป็นต้องได้รับการตอบสนองทันที (เช่น การดูแลผู้บาดเจ็บและผู้ป่วยหลังการปะทะแต่ละครั้ง) หรืออาจเป็นสิ่งที่ต้องทำเมื่อสงครามจบลงแล้ว (เช่น การฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงอาหาร น้ำสะอาด หรือการศึกษา) นอกจากนี้ การดำเนินงานด้านมนุษยธรรมระยะยาว เช่น การติดตามชะตากรรมของบุคคลสูญหาย ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อสภาพจิตใจและความเป็นอยู่ของครอบครัว อีกทั้งยังมีผลต่อความสมานฉันท์ในชุมชน และช่วยปูทางไปสู่การเปลี่ยนผ่านสู่สันติภาพที่ยั่งยืนได้ดียิ่งขึ้น
รัฐควรตรากฎหมายภายในประเทศเพื่ออำนวยความสะดวกให้การดำเนินงานด้านมนุษยธรรม ทั้งในยามสงครามและยามสงบ และเนื่องจากมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการฟื้นฟูหลังสงคราม จึงต้องพึงตระหนักว่าการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอย่างแท้จริงแก่ประชาชนในประเทศอื่น ไม่ว่าบุคคลเหล่านั้นจะมีจุดยืนหรือเป้าหมายทางการเมืองแบบใดก็ตาม ไม่ควรและไม่สามารถถูกมองว่าเป็นเรื่องผิดกฎหมายหรือขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศได้ หลักการนี้ได้รับการตอกย้ำให้หนักแน่นขึ้นด้วยหลักการไม่เลือกปฏิบัติ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของทั้งกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศและกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ในฐานะที่เป็นกฎเกณฑ์บังคับเด็ดขาดของกฎหมายระหว่างประเทศ
นอกจากนี้ ข้อมติต่าง ๆ ที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาตินำมาใช้ในเรื่องนี้ ควรได้รับการตีความให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎบัตรสหประชาชาติ นั่นคือ “การส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการเคารพสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐานสำหรับทุกคน” ดังนั้น หากรัฐจะออกกฎหมายใดภายในประเทศที่อาจกระทบต่อสิทธิบางประการ กฎหมายนั้นจะต้องสอดคล้องกับหลักการทั่วไปของกฎหมายระหว่างประเทศ และต้องระบุข้อยกเว้นสำหรับเหตุทางมนุษยธรรมเอาไว้ด้วย
ในสถานการณ์การขัดกันทางอาวุธ รัฐมีพันธกรณีอย่างชัดเจนที่จะต้องอำนวยความสะดวกแก่การดำเนินงานด้านมนุษยธรรม รวมถึงต้องเคารพและคุ้มครองบุคลากรด้านมนุษยธรรมตามที่กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศกำหนดและตามพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนของรัฐ เมื่อการขัดกันทางอาวุธสิ้นสุดลง การดำเนินงานด้านมนุษยธรรมจะเข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อชีวิตของผู้ได้รับผลกระทบและต่อการฟื้นฟูบูรณะประเทศ ดังนั้น องค์กรด้านมนุษยธรรมที่ทำงานเพื่อบรรเทาความทุกข์ยากของประชากร เช่น คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ จะต้องได้รับความคุ้มครองและการอำนวยความสะดวกอย่างต่อเนื่อง เพราะความทุกข์ยากของผู้คนนั้นไม่ได้หมดไปทันทีเพียงเพราะสงครามสิ้นสุด
