แปลและเรียงเรียงจากบทความ An evitable catastrophe: reclaiming humanity from the nuclear brink ใน ICRC Humanitarian Law & Policy Blog

ในเดือนสิงหาคมของทุกปี ผู้คนทั่วโลกโดยเฉพาะชาวเมืองฮิโรชิมาและนางาซากิ จะร่วมรำลึกถึงหนึ่งในโศกนาฏกรรมครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์สงคราม ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 6 และ 9 สิงหาคม ค.ศ. 1945 ระเบิดนิวเคลียร์สองลูกถูกทิ้งลงมาเหนือเมืองทั้งสองแห่ง และสังหารชีวิตผู้คนไปกว่า 100,000 คนในทันที ขณะที่อีกหลายหมื่นชีวิตต้องเผชิญความทุกข์ทรมานก่อนทยอยเสียชีวิตในเวลาต่อมา ตั้งแต่ชั่วโมงแรกไปจนถึงอีกหลายสัปดาห์หลังจากนั้น ด้วยพิษบาดแผลจากแรงระเบิด เพลิงไหม้ และกัมมันตภาพรังสีขั้นรุนแรง ทั้งนี้ คาดการณ์ว่ายอดผู้เสียชีวิตสะสมจนถึง ค.ศ. 1950 จากเหตุทิ้งระเบิดทั้งสองครั้งมีจำนวนสูงถึงประมาณ 340,000 คน โดยนับรวมผู้เสียชีวิตจากผลกระทบระยะยาวของรังสีด้วย และในปัจจุบัน ผู้รอดชีวิตจำนวนมากยังคงต้องทนทุกข์ทรมานจากโรคมะเร็งและการเจ็บป่วยที่เป็นผลพวงจากการรับรังสีครั้งนั้น

กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศและจุดกำเนิดของข้อจำกัด

ย้อนกลับไปก่อนหน้านั้นกว่า 70 ปี ใน ค.ศ. 1868 คณะรัฐมนตรีแห่งจักรวรรดิรัสเซีย (Imperial Cabinet of Russia) ได้ริเริ่มให้มีการเปิดประชุมคณะกรรมการทหารระหว่างประเทศ (International Military Commission) ขึ้น ณ นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก การประชุมและการเจรจาดำเนินไปเป็นเวลาสามวัน โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสงครามของพระเจ้าซาร์ทำหน้าที่ประธาน และมีผู้แทนจากเกือบทุกประเทศในยุโรป รวมถึงเปอร์เซียและจักรวรรดิออตโตมัน เข้าร่วม รัสเซียจัดการประชุมครั้งนี้เพื่อเสนอให้มีการห้ามใช้เครื่องกระสุนระเบิดบางประเภทที่จะทำงานทันทีเมื่อกระทบกับร่างกายมนุษย์ เนื่องจากอาวุธดังกล่าวจะสร้างบาดแผลฉกรรจ์ที่สยดสยองเป็นพิเศษและทำให้ผู้เคราะห์ร้ายต้องเสียชีวิตด้วยความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส

เมื่อสิ้นสุดการประชุมสามวัน ผู้แทนจาก 17 ประเทศได้เห็นพ้องร่วมกันในปฏิญญาเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก (Saint Petersburg Declaration) ซึ่งกำหนดห้ามการใช้อาวุธดังกล่าว และสิ่งสำคัญยิ่งไปกว่าการประณามผลกระทบทางเทคนิคของอาวุธเหล่านี้ คือการที่อารัมภบทของปฏิญญาได้กำหนดหลักการต่าง ๆ อันถือเป็นหลักหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์ของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศไว้ดังนี้

  • ความจำเป็นทางทหารในยามสงครามนั้นมีขีดจำกัด และขีดจำกัดดังกล่าวจักต้องยอมโอนอ่อนให้แก่หลักมนุษยธรรม
  • ความก้าวหน้าของอารยธรรมพึงต้องช่วยบรรเทาความทุกข์เข็ญจากภัยสงครามให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
  • วัตถุประสงค์อันชอบธรรมเพียงประการเดียวของรัฐในยามสงคราม คือการบั่นทอนกำลังรบของศัตรูให้ถดถอยลง
  • ซึ่งวัตถุประสงค์ข้างต้น สามารถบรรลุผลได้ด้วยการทำให้พลรบจำนวนมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้สูญเสียขีดความสามารถในการสู้รบ
  • อาวุธที่ซ้ำเติมความทุกข์ทรมานโดยไร้ประโยชน์ หรือจงใจพรากชีวิตอย่างโหดร้ายโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ ย่อมถือเป็นสิ่งที่เกินเลยไปจากวัตถุประสงค์ดังกล่าว
  • ด้วยเหตุนี้ อาวุธเหล่านั้นจึงเป็นสิ่งที่ขัดต่อกฎเกณฑ์แห่งมนุษยธรรมอย่างสิ้นเชิง

เหตุการณ์นี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในศตวรรษที่ 19 ซึ่งกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า ในการสงครามนั้น มิใช่ว่าทุกวิธีการจะเป็นที่ยอมรับได้ แม้วิธีการเหล่านั้นจะช่วยให้บรรลุชัยชนะได้อย่างมีประสิทธิภาพก็ตาม

ใน ค.ศ. 1925 พิธีสารเจนีวา (Geneva Protocol) ได้ห้ามการใช้ก๊าซพิษที่ทำให้หายใจไม่ออกในสมรภูมิ ซึ่งเป็นการตอกย้ำแนวคิดเดิมที่ว่า เทคโนโลยีบางประเภทนั้นมีความโหดร้ายเกินกว่าจะนำมาใช้ ไม่ว่าจะมีคุณค่าทางทหารมากเพียงใดก็ตาม โศกนาฏกรรมในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ประกอบกับเสียงร่ำไห้และแรงกดดันจากสังคมที่ต้องเห็นคนหนุ่มสาวเดินทางกลับจากสมรภูมิในสภาพที่ชีวิตพังทลายด้วยก๊าซพิษ ได้ทำให้เหล่านานาอารยประเทศยอมรับความจริงอีกครั้งว่า ความจำเป็นทางทหารจักต้องถูกจำกัดไว้ภายใต้กรอบของมนุษยธรรม

จากอานุภาพทำลายล้างสูง สู่สภาวะต่างฝ่ายต่างพินาศ

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง “เส้นแบ่ง” ทางศีลธรรมเริ่มเลือนรางลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งถูกลบเลือนไปโดยสิ้นเชิง จากการใช้เทคโนโลยีที่มีอานุภาพทำลายล้างรุนแรงยิ่งขึ้นอันนำไปสู่โศกนาฏกรรมครั้งใหญ่จากการทิ้งระเบิดปรมาณูถล่มเมืองฮิโรชิมาและนางาซากิ ในหลายทศวรรษให้หลังคลังแสงนิวเคลียร์พุ่งสูงขึ้นในอัตราที่น่าสะพรึงกลัว จนขีดความสามารถในการทำลายล้างมหาศาลนั้นได้ก่อให้เกิดตรรกะทางยุทธศาสตร์ที่เรียกว่า “สภาวะต่างฝ่ายต่างพินาศ” (Mutually Assured Destruction – MAD) ซึ่งเป็นหลักคิดที่ว่า หากฝ่ายตรงข้ามเลือกใช้อาวุธนิวเคลียร์เข้าห้ำหั่นกัน ผลลัพธ์ย่อมจบลงด้วยความพินาศย่อยยับอย่างสิ้นเชิงของทั้งฝ่ายผู้โจมตีและฝ่ายตั้งรับ

เมื่อมองย้อนกลับไป เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้เราอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า ปัญญาญาณแห่งมนุษยธรรมและข้อจำกัดทางกฎหมายที่เคยจารึกไว้ ณ นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กเมื่อหนึ่งศตวรรษก่อนหน้านั้นอันตรธานไปอยู่ที่ใด และเหตุใดความอยู่รอดของนานาประเทศกลับต้องขึ้นอยู่กับการการันตีความพินาศย่อยยับของผู้อื่นและท้ายที่สุดคือการทำลายล้างมนุษยชาติเอง

เมื่อเวลาผ่านไป ท่ามกลางบทเรียนจากการขัดกันทางอาวุธที่มีมหาอำนาจเข้ามาเกี่ยวข้อง ประกอบกับกลุ่มขั้วอำนาจทางภูมิรัฐศาสตร์ที่แปรเปลี่ยนไป เริ่มมีกระแสเรียกร้องจากทั่วทุกมุมโลกดังขึ้นเรื่อย ๆ ให้ประชาคมระหว่างประเทศหันมาจัดการกับภัยคุกคามจากการใช้อาวุธนิวเคลียร์ ไม่ว่าจะโดยเจตนาหรือไม่ก็ตาม ด้วยตระหนักดีว่า โลกใบนี้ไม่อาจยอมทนใช้ชีวิตอยู่ภายใต้เงามืดของมหันตภัยอันร้ายแรงเช่นนี้ได้ตลอดไป

ใน ค.ศ. 1995 สนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (Treaty on the Non-Proliferation of Nuclear Weapons – NPT) ซึ่งเริ่มบังคับใช้มาตั้งแต่ ค.ศ. 1968 ได้รับการขยายระยะเวลาบังคับใช้ออกไปอย่างไม่มีกำหนด การขยายเวลานี้ยังเป็นการตอกย้ำพันธกรณีของรัฐภาคีทั้งหมด รวมถึงประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครอง ในการเดินหน้าเจรจาด้วยความสุจริตใจเพื่อยุติการแข่งขันสะสมอาวุธนิวเคลียร์ และนำไปสู่การลดอาวุธนิวเคลียร์อย่างสิ้นเชิงในท้ายที่สุด

การพลิกฟื้นแนวคิดลดอาวุธ จากกรอบกฎหมายอันชัดเจนสู่หลักประกันความมั่นคงของมนุษยชาติ

หนึ่งปีถัดมา ใน ค.ศ. 1996 ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice – ICJ) ได้ออกความเห็นเชิงแนะนำว่าด้วยความชอบด้วยกฎหมายของการขู่ว่าจะใช้หรือการใช้อาวุธนิวเคลียร์ (Advisory Opinion on the Legality of the Threat or Use of Nuclear Weapons) โดยมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า “การขู่ว่าจะใช้หรือการใช้อาวุธนิวเคลียร์ ย่อมต้องเป็นไปโดยสอดคล้องกับข้อกำหนดของกฎหมายระหว่างประเทศที่บังคับใช้ในการขัดกันทางอาวุธ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักการและกฎเกณฑ์ของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ […]” ด้วยข้อสรุปนี้ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศได้สร้างความชัดเจนว่า หลักการพื้นฐานด้านมนุษยธรรมอันเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ผู้แทนเจรจาในปฏิญญาเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ค.ศ. 1868 นั้น ครอบคลุมและบังคับใช้กับอาวุธนิวเคลียร์ด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ ศาลยังมีมติเสียงข้างมากว่า “การขู่ว่าจะใช้หรือการใช้อาวุธนิวเคลียร์ โดยทั่วไปแล้วย่อมขัดต่อ … หลักการและกฎเกณฑ์ของกฎหมายมนุษยธรรม”

ในขณะเดียวกัน การสิ้นสุดของสงครามเย็นส่งผลให้กลุ่มประเทศมหาอำนาจที่มีอาวุธนิวเคลียร์เริ่มลดจำนวนคลังแสงนิวเคลียร์ของตนลงอย่างมีนัยสำคัญ การเคลื่อนไหวเพื่อการลดอาวุธนี้ยังได้รับแรงขับเคลื่อนเพิ่มมากขึ้น เมื่อมีการรณรงค์ต่อต้านการใช้อาวุธตามแบบ เช่น ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล หรือระเบิดพวง ที่มุ่งเน้นความสำคัญไปที่ผลกระทบและผลร้ายแรงด้านมนุษยธรรมที่เกิดจากอาวุธบางประเภท มิใช่เพียงแค่ประโยชน์ใช้สอยในทางทหารเท่านั้น

พัฒนาการเหล่านี้ช่วยจุดประกายความหวังว่า ประชาคมระหว่างประเทศจะเริ่มมองประเด็นเรื่องอาวุธนิวเคลียร์ผ่านมุมมองอื่นนอกเหนือจากเรื่องความมั่นคงแห่งชาติและการป้องปราม โดยหันมาพิจารณาผ่านมิติความมั่นคงของมนุษย์ และผลกระทบอันร้ายแรงด้านมนุษยธรรม ซึ่งผลร้ายเหล่านี้เองที่ทำให้เกิดข้อกังขาอย่างยิ่งว่า อาวุธนิวเคลียร์จะสามารถนำมาใช้ให้สอดคล้องกับหลักการและกฎเกณฑ์ของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศได้จริงหรือ

การประชุมทบทวนสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ประจำปี 2010 (2010 NPT Review Conference) ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อที่ประชุมได้แสดง “ความกังวลอย่างลึกซึ้งต่อผลกระทบอันร้ายแรงด้านมนุษยธรรมจากการใช้อาวุธนิวเคลียร์ไม่ว่าในกรณีใด” พร้อมทั้งตอกย้ำถึงความจำเป็นที่ทุกรัฐจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศในทุกช่วงเวลา อย่างไรก็ตาม ความคืบหน้าในเชิงวาทศิลป์นี้กลับสวนทางกับการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม เมื่อกลุ่มประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครองยังคงล้มเหลวในการดำเนินมาตรการเพื่อนำไปสู่การลดอาวุธ

เพื่อตอบสนองต่อความต้องการดังกล่าว รัฐส่วนใหญ่จึงได้ริเริ่มการเจรจาภายใต้การอุปถัมภ์ขององค์การสหประชาชาติ จนนำไปสู่การรับรองสนธิสัญญาห้ามอาวุธนิวเคลียร์ (Treaty on the Prohibition of Nuclear Weapons – TPNW) โดย 122 รัฐใน ค.ศ. 2017 สนธิสัญญาฉบับนี้กำหนดห้ามการพัฒนา การทดสอบ การครอบครอง และการใช้อาวุธนิวเคลียร์ โดย ณ เดือนสิงหาคม ค.ศ. 2025 สนธิสัญญานี้ได้รับการให้สัตยาบันแล้วจาก 73 รัฐ และมีรัฐผู้ลงนามอีก 25 รัฐ ทั้งนี้ สนธิสัญญานี้ถือเป็นความพยายามครั้งสำคัญยิ่งในการมุ่งสู่การขจัดอาวุธนิวเคลียร์ให้หมดไปอย่างสิ้นเชิง ด้วยตระหนักดีว่าอาวุธนิวเคลียร์นั้นเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ภายใต้หลักกฎหมายระหว่างประเทศและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ความถดถอยที่อันตราย

น่าเศร้าที่แนวโน้มในเชิงบวกเหล่านี้ อันมีรากฐานมาจากหลักการและเจตนารมณ์ของปฏิญญาเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ค.ศ. 1868 กลับต้องเผชิญกับการพลิกผันอย่างรุนแรงเมื่อไม่นานมานี้ อาวุธนิวเคลียร์ได้กลับมามีบทบาทสำคัญอีกครั้งในโครงสร้างและหลักนิยมทางทหาร ทั้งยังมีการปรับปรุงคลังแสงให้ทันสมัยและขยายขนาดเพิ่มมากขึ้น แทนที่นานาประเทศจะร่วมกันต่ออายุข้อตกลงว่าด้วยการลดอาวุธนิวเคลียร์ รัฐต่าง ๆ กลับปล่อยให้ข้อตกลงเหล่านั้นสิ้นสุดผลบังคับใช้ไป ในขณะเดียวกัน บางรัฐยังคงยืนกรานว่าการป้องปรามด้วยอาวุธนิวเคลียร์เป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้ ทั้งที่รัฐที่ไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ต่างก็ต้องเผชิญกับความกังวลด้านความมั่นคงในลักษณะเดียวกัน อันที่จริงแล้วทุกรัฐล้วนมีหน้าที่ความรับผิดชอบในการปกป้องประชาชนของตนให้พ้นจากภัยคุกคามต่อความมั่นคง และอาวุธนิวเคลียร์นี่เองที่ถือเป็นภัยคุกคามอันร้ายแรงและเร่งด่วนต่อความมั่นคงของทุกรัฐอย่างแท้จริง

ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครองหลายรัฐต่างเข้าไปมีส่วนร่วมโดยตรงในการขัดกันทางอาวุธ หรือไม่ก็ให้การสนับสนุนแก่พันธมิตรที่กำลังเผชิญกับความขัดแย้งดังกล่าว สถานการณ์เช่นนี้เมื่อประกอบกับการใช้วาทศิลป์ที่ก้าวร้าวรุนแรง อาจเป็นปัจจัยผลักดันให้ประเทศอื่น ๆ หันมาพัฒนาหรือจัดหาอาวุธนิวเคลียร์มาไว้ในครอบครอง จนเกิดเป็นวงจรอันตรายที่ทำให้อาวุธนิวเคลียร์จำนวนมากขึ้นถูกยกระดับให้อยู่ในสถานะเตรียมพร้อมขั้นสูง ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการนำมาใช้โดยอุบัติเหตุ และอาจเป็นชนวนเหตุให้เกิดสงครามนิวเคลียร์ครั้งใหญ่ในที่สุด

ประวัติศาสตร์ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าเราเคยเฉียดเข้าใกล้หายนะมากเพียงใด ไม่ว่าจะเป็นเพราะความผิดพลาดทางเทคนิค การสื่อสารที่คลาดเคลื่อน หรือการดำเนินนโยบายแบบเสี่ยงวัดใจ ซึ่งในครั้งต่อไป เราอาจไม่ได้โชคดีเช่นนี้อีก

หากการจุดระเบิดของอาวุธนิวเคลียร์สมัยใหม่เพียงลูกเดียวในเขตชุมชนหรือพื้นที่ใกล้เคียงยังสร้างความเสียหายร้ายแรงจนเกินขีดความสามารถที่ประเทศใดประเทศหนึ่งหรือประชาคมระหว่างประเทศจะรับมือและเยียวยาผู้รอดชีวิตได้แล้ว สถานการณ์จะยิ่งเลวร้ายเพียงใดหากมีการโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์พร้อมกันหลายระลอก ผลกระทบที่ตามมานั้นย่อมเกินกว่าที่ใครจะจินตนาการได้

การพึ่งพาอาวุธนิวเคลียร์เพื่อเป็นหลักประกันความมั่นคงของมนุษย์นั้น นอกจากจะเป็นความหลงผิดแล้ว ยังไม่ต่างอะไรกับการฆ่าตัวตาย

เสียงเรียกร้องให้ปรับเปลี่ยนความคิด        

การนำพาสังคมไปสู่ความพินาศร่วมกันเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งที่จำเป็นอย่างเร่งด่วนในขณะนี้คือการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ทางความคิด เพื่อฟื้นฟูการเจรจาระหว่างกลุ่มประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครองอีกครั้ง พร้อมทั้งปลุกจิตสำนึกในความรับผิดชอบร่วมกันเพื่อความอยู่รอดของมนุษยชาติ

ในขั้นแรก รัฐทุกรัฐจะต้องละเว้นจากการพิจารณานำอาวุธนิวเคลียร์มาใช้ หรือจากการเพิกเฉยและลดทอนความสำคัญของผลกระทบอันร้ายแรงด้านมนุษยธรรมที่จะตามมา นานาประเทศควรประณามการขู่ว่าจะใช้อาวุธนิวเคลียร์ ไม่ว่าจะโดยนัยหรือโดยเปิดเผย และไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใดก็ตาม

นอกจากนี้ หน่วยงานภาครัฐ ผู้เชี่ยวชาญ และภาคประชาสังคม ควรให้ความรู้แก่สาธารณชนเกี่ยวกับภัยคุกคามที่มีต่อความอยู่รอดของมวลมนุษยชาติจากอาวุธนิวเคลียร์ เพราะอาวุธร้ายแรงเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวข้องเฉพาะกับผู้มีอำนาจตัดสินใจระดับสูงหรือองค์กรระหว่างประเทศที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางเท่านั้น ทว่าเกี่ยวพันกับทุกคนที่อาศัยอยู่บนโลกในทุกทวีป เนื่องจากความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์มนุษย์เรากำลังตกอยู่ในความเสี่ยงขั้นสูงสุด

มาตรการเบื้องต้นเพิ่มเติมเพื่อสร้างเงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับการลดอาวุธนั้น รวมถึงการนำมาตรการลดความเสี่ยงมาใช้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการใช้อาวุธนิวเคลียร์ ทั้งโดยเจตนาหรือโดยอุบัติเหตุ ซึ่งมาตรการเหล่านี้ครอบคลุมถึงการลดระดับสถานะเตรียมพร้อมขั้นสูงของอาวุธนิวเคลียร์ การให้คำมั่นต่อนโยบายการไม่เป็นผู้เริ่มใช้อาวุธนิวเคลียร์ก่อน และการลดทอนความสำคัญของอาวุธนิวเคลียร์ในหลักนิยมทางทหารและนโยบายความมั่นคง

มาตรการในเชิงปฏิบัติเหล่านี้จะช่วยปูทางไปสู่การปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้สนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์อย่างเต็มรูปแบบ รวมถึงข้อผูกพันที่ได้ให้ไว้ในแผนปฏิบัติการของการประชุมทบทวนสนธิสัญญาประจำปี 2010 (Action Plan of the 2010 Review Conference) ทั้งนี้ การประชุมทบทวนสนธิสัญญาประจำปี 2026 จะเป็นบททดสอบครั้งสำคัญว่า กลุ่มประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครอง รวมถึงประเทศที่อยู่ใต้ร่มเงาทางนิวเคลียร์ของรัฐเหล่านั้น จะแสดงให้เห็นได้หรือไม่ว่าอนาคตของมนุษยชาติตั้งอยู่บนความร่วมมือร่วมใจ มิใช่การทำลายล้างให้สิ้นสูญ

ในขณะเดียวกัน การให้สัตยาบันเพิ่มเติมต่อสนธิสัญญาห้ามอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งเป็นแนวทางนำไปสู่การขจัดอาวุธดังกล่าวให้หมดสิ้นไป ก็จะช่วยขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ที่มุ่งสู่โลกที่ปราศจากอาวุธนิวเคลียร์ด้วยเช่นกัน

เมื่อกว่า 150 ปีก่อน ณ นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก นานาประเทศได้ร่วมกันประกาศเจตนารมณ์ว่า ความก้าวหน้าของอารยธรรมจะต้องช่วยบรรเทาความทุกข์เข็ญอันเกิดจากสงคราม และการใช้อาวุธที่ทำลายล้างจนทำให้ความตายเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้นั้นถือว่าขัดต่อเป้าหมายหลักของสงคราม ซึ่งมุ่งเพียงบั่นทอนกำลังทางทหารของศัตรูให้ถดถอยลงเท่านั้น

แท้จริงแล้ว มนุษยชาติได้หลงทิศผิดทางไปไกลเกินกว่าที่จะกลับมาทำความเข้าใจในสิ่งเหล่านี้ได้แล้วจริงหรือ และเราถูกกำหนดมาให้ต้องเผชิญกับหายนะ ทั้งที่รู้ดีอยู่แก่ใจว่าเราสามารถป้องกันมันได้ เช่นนั้นจริง ๆ หรือ

เราทุกคนต่างมีความรับผิดชอบร่วมกัน ทั้งต่อตัวเราเอง ลูกหลานของเรา และคนรุ่นหลังในอนาคต ที่จะต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าอนาคตไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนั้น ขอให้เราร่วมมือกันขับเคลื่อนและลงมือทำตั้งแต่วันนี้ เพื่อยับยั้งและเปลี่ยนทิศทางกระแสอันตรายที่กำลังนำพาโลกนี้ดำดิ่งไปสู่หายนะจากอาวุธนิวเคลียร์