แปลและเรียงเรียงจากบทความ Dialogue, dignity, and the humanitarian contribution to peace ใน ICRC Humanitarian Law & Policy Blog
ระหว่างการทำวิจัยชิ้นนี้ เพื่อนร่วมงานบางคนที่พวกเราได้พูดคุยด้วยต่างรู้สึกประหลาดใจเมื่อทราบว่า เรากำลังศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างการดำเนินงานของคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ไอซีอาร์ซี) กับสันติภาพ หัวข้อดังกล่าวดู็ปัไม่ค่อยสมเหตุสมผลในสายตาของพวกเขา เนื่องจากไอซีอาร์ซีเป็นที่รู้จักในฐานะองค์กรที่ “ถือกำเนิดขึ้นในสนามรบ” และมีพันธกิจหลักในการตอบสนองต่อความต้องการด้านมนุษยธรรมอันเกิดจากสงคราม ทว่าในความเป็นจริงแล้ว แนวคิดเรื่องสันติภาพเป็นสิ่งที่ยึดโยงอย่างใกล้ชิดกับภารกิจของไอซีอาร์ซีมาโดยตลอด ด้วยเหตุผลอันเรียบง่ายประการหนึ่ง คือ ในฐานะส่วนหนึ่งของกลุ่มองค์กรกาชาดและเสี้ยววงเดือนแดงระหว่างประเทศ (กลุ่มองค์กรกาชาดฯ) การดำเนินงานทั้งหมดของไอซีอาร์ซีล้วนมีเป้าหมายสูงสุดในการคุ้มครองและส่งเสริมการเคารพต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งเป้าหมายอันเป็นแก่นแท้ของการดำเนินงานด้านมนุษยธรรมนี้เอง ก็คือรากฐานสำคัญของสันติภาพที่ยั่งยืนด้วยเช่นกัน
ด้วยเหตุนี้ เราจึงไม่ได้รู้สึกประหลาดใจเมื่อพบว่า นับตั้งแต่ ค.ศ. 1921 เป็นต้นมา กลไกการกำกับดูแลของกลุ่มองค์กรกาชาดฯ ได้มีการรับรองข้อมติที่เกี่ยวข้องกับสันติภาพมาแล้วถึงประมาณ 95 ข้อมติ ซึ่งรวมถึงข้อมติล่าสุดใน ค.ศ. 2024 นอกจากนี้ เรายังพบอีกว่าชื่อของไอซีอาร์ซีเองได้รับการอ้างถึงในข้อตกลงสันติภาพและเอกสารที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ ราว 150 ฉบับ ในช่วงระหว่าง ค.ศ. 1934 และ 2023
ท่ามกลางสถานการณ์การขัดกันทางอาวุธที่ยังดำเนินอยู่ซึ่งทวีจำนวนขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนความรุนแรงและ ผลกระทบต่อผู้คนที่ขยายวงกว้างจนสร้างความสูญเสียอย่างร้ายแรง ไอซีอาร์ซีตระหนักดีว่าไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นนี้ด้วยการขยายโครงการด้านมนุษยธรรมเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป เพราะนอกจากภาคส่วนมนุษยธรรมทั่วโลกกำลังเผชิญวิกฤตงบประมาณอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนจากการที่นานาประเทศปรับลดเงินทุนสนับสนุนแล้ว ลำพังเพียงโครงการตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉินไม่ว่าจะครอบคลุมเพียงใด ก็ไม่อาจเยียวยาความทุกข์ทรมานอันมหาศาลจาก สงครามได้อย่างแท้จริง และในฐานะองค์กรที่ประจักษ์ถึงความทุกข์ยากเหล่านี้ในทุกวันทั่วโลก ไอซีอาร์ซีจึงถือเป็นพันธกิจด้านมนุษยธรรมอันหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องใช้สุ้มเสียงขององค์กรในการเรียกร้องให้เกิดสันติภาพ
การยึดมั่นในหลักการมนุษยธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักความเป็นกลาง ย่อมจำกัดขอบเขตของไอซีอาร์ซีในการเข้าไปมีส่วนร่วมกับมิติทางการเมืองของการดำเนินงานเพื่อเสริมสร้างสันติภาพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไอซีอาร์ซีจะไม่แสดงทัศนะเกี่ยวกับเงื่อนไขหรือข้อกำหนดในการสร้างสันติภาพในความขัดแย้งใดเป็นการเฉพาะ อย่างไรก็ดี ในหลายกรณี ไอซีอาร์ซีและหน่วยงานด้านมนุษยธรรมระหว่างประเทศอื่น ๆ ต่างปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งมาอย่างยาวนานหลายทศวรรษ ซึ่งหมายความว่า องค์กรเช่นพวกเราย่อมมีผลกระทบต่อบริบททางสังคมและการเมืองในพื้นที่ปฏิบัติงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งรวมถึงผลกระทบต่อความพยายามในการทำให้เกิดหรือการเสริมสร้างสันติภาพด้วยเช่นกัน เราจึงมีหน้าที่ที่จะต้อง “ไม่สร้างผลกระทบเชิงลบ” (Do no harm) ซึ่งครอบคลุมถึงการสร้างความมั่นใจว่า พวกเราจะไม่ซ้ำเติมหรือทำให้ความขัดแย้งยืดเยื้อโดยไม่ตั้งใจ และหากเป็นไปได้ เราควรช่วยส่งเสริมโอกาสให้สันติภาพสามารถหยั่งรากได้อย่างมั่นคง ทั้งนี้ สำหรับไอซีอาร์ซีแล้ว “สันติภาพ” ไม่ได้หมายถึงเพียงการปราศจากการขัดกันทางอาวุธเท่านั้น แต่ยังเป็นสภาวะแห่งความร่วมมือที่ขับเคลื่อนไปข้างหน้า ตลอดจนการเคารพในสิทธิและศักดิ์ศรีของประชาชนทุกคน
จากการทบทวนกรณีศึกษาและงานวิจัยต่าง ๆ เราได้สรุปแนวทางหลักสามประการที่การดำเนินงานของไอซีอาร์ซีมีส่วนช่วยส่งเสริมโอกาสในการสร้างสันติภาพ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทวิเคราะห์นี้จะช่วยสร้างความตระหนักรู้และความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะเสริมสร้างความเชื่อมโยงดังกล่าวให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เราเชื่อว่าแม้ข้อพิจารณาเหล่านี้จะถอดบทเรียนมาจากแนวปฏิบัติของไอซีอาร์ซี แต่ก็อาจเป็นประโยชน์ต่อหน่วยงานด้านมนุษยธรรมอื่น ๆ ที่มีขอบข่ายงานคาบเกี่ยวกับการดำเนินงานด้านสันติภาพ ตลอดจนผู้ขับเคลื่อนสันติภาพที่สนใจยกระดับความพยายามในการทำให้เกิดและการเสริมสร้างสันติภาพ ผ่านการแก้ปัญหาด้านมนุษยธรรมอันเกิดขึ้นจากความขัดแย้ง
การทำงานอย่างใกล้ชิดกับชุมชน
การทำให้เกิดและการเสริมสร้างสันติภาพไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการที่ภาคีคู่พิพาทยอมตกลงในข้อตกลงสันติภาพเท่านั้น หากแต่สันติภาพที่ยั่งยืนต้องเป็นสิ่งที่ชุมชนในพื้นที่สัมผัสได้จริง โดยตอบสนองต่อความต้องการและสภาพความเป็นจริงของพวกเขา หน่วยงานด้านมนุษยธรรมที่ปฏิบัติงานในพื้นที่มาอย่างยาวนาน ย่อมประจักษ์ถึงผลกระทบของความขัดแย้งที่มีต่อผู้คนด้วยตนเอง ตลอดจนเข้าใจว่าพลวัตความขัดแย้งในภาพใหญ่ส่งผลสะท้อนหรืออาจมีความแตกต่างออกไปอย่างไรในระดับชุมชน ด้วยเหตุนี้ การดำเนินงานด้านมนุษยธรรมจึงจำเป็นต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของการวิเคราะห์พลวัตความขัดแย้งในท้องถิ่น (หรือที่มักเรียกกันว่า “การคำนึงถึงมิติด้านความขัดแย้ง” หรือ “Conflict Sensitivity”) การออกแบบและดำเนินโครงการร่วมกับชุมชนโดยใส่ใจต่อพลวัตและปัจจัยขับเคลื่อนความขัดแย้งอย่างมุ่งมั่นตั้งใจ ย่อมช่วยลดความเสี่ยงในการซ้ำเติมความคับข้องใจของผู้คน ตลอดจนอาจมีส่วนช่วยฟื้นฟูความไว้วางใจระหว่างกลุ่ม และร่วมค้นหาทางเลือกอื่นนอกเหนือจากการใช้ความรุนแรง ทั้งนี้ แม้ไอซีอาร์ซีจะยังคงยึดมั่นในวัตถุประสงค์ด้านมนุษยธรรมเป็นหลัก แต่ก็ได้บูรณาการการวิเคราะห์ที่คำนึงถึงมิติด้านความขัดแย้งนี้เข้าไว้ในแผนงาน เพื่อยกระดับคุณภาพการดำเนินงานด้านมนุษยธรรม ซึ่งองค์กรประจักษ์แล้วว่าในบางสถานการณ์ แนวปฏิบัตินี้ยังสามารถช่วยเสริมสร้างความสมานฉันท์ทางสังคมในระดับชุมชนให้เข้มแข็งยิ่งขึ้นได้อีกด้วย
ตัวอย่างเช่น การดำเนินงานโดยมีชุมชนเป็นฐานถือเป็นหัวใจสำคัญและยังคงเป็นกุญแจหลักในการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนในไอร์แลนด์เหนือ ทั้งนี้ ก่อนที่ไอซีอาร์ซีจะยุติบทบาทการดำเนินงานในพื้นที่ดังกล่าวใน ค.ศ. 2024 องค์กรได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานในชุมชนเพื่อสนับสนุนเครื่องมือเชิงแนวคิด การฝึกอบรม และงบประมาณ เพื่อขยายผลการดำเนินงานด้านการป้องกันความรุนแรง การทำงานในลักษณะนี้ช่วยแก้ไขผลกระทบด้านมนุษยธรรมอันเป็นมรดกตกทอดจากความขัดแย้ง พร้อมทั้งสนับสนุนความพยายามในการฝังรากฐานสันติภาพให้ลึกซึ้งในระดับชุมชน เมื่อเวลาผ่านไป ไอซีอาร์ซีได้สร้างความสัมพันธ์อันดีกับองค์กรไกล่เกลี่ยข้อพิพาทจากชุมชนที่เคยเป็นคู่ขัดแย้งกันในอดีต โดยเปิดพื้นที่ที่เป็นกลางให้ทุกฝ่ายได้มาร่วมมือกันเพื่อแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้า หรือลดความเสี่ยงที่จะเกิดความรุนแรงระหว่างชุมชน ผ่านกรอบการเจรจาด้านมนุษยธรรมที่เห็นชอบร่วมกัน งานวิจัยของเราเน้นย้ำว่า ไอซีอาร์ซีในฐานะหน่วยงานระหว่างประเทศ สามารถนำกรอบแนวคิดที่อิงหลักมนุษยธรรมแต่เพียงอย่างเดียวมาใช้ในการหารือ ซึ่งเป็นทางเลือกที่ช่วยให้กลุ่มชุมชนต่าง ๆ สามารถก้าวข้ามจุดยืนที่ฝังรากลึก และค้นหาทางออกด้วยการไกล่เกลี่ยเพื่อลดความตึงเครียดและความรุนแรง ทั้งภายในและระหว่างชุมชน โดยผลกระทบเชิงบวกจากการดำเนินงานดังกล่าวยังคงส่งผลดีมาจนถึงปัจจุบัน
การโน้มน้าวและอำนวยความสะดวกในการเจรจา
การรักษาไว้ซึ่งความเป็นไปได้และกลไกในการเปิดบทสนทนากับอีกฝ่าย ถือเป็นสิ่งสำคัญยิ่งต่อการเจรจาข้อตกลงเพื่อยุติและคลี่คลายความขัดแย้ง ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ ในฐานะตัวกลางที่เป็นกลาง ไอซีอาร์ซีสามารถ สนับสนุนหรือช่วยอำนวยความสะดวกในการเจรจา ตลอดจนมีส่วนช่วยสร้างความไว้วางใจระหว่างภาคีคู่พิพาทได้ หากได้รับการร้องขอและความยินยอมจากทุกฝ่าย ซึ่งการดำเนินงานนี้อาจรวมถึงการสนับสนุน กระบวนการสันติภาพและการนำมิติด้านมนุษยธรรมในข้อตกลงไปปฏิบัติจริง แม้ในกรณีที่ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นตัวกลางที่เป็นกลางอย่างเป็นทางการ หน่วยงานด้านมนุษยธรรมก็ยังสามารถหยิบยกข้อกังวลด้านมนุษยธรรมขึ้นหารือกับผู้มีบทบาททางการเมืองทุกฝ่าย ซึ่งรวมถึงภาคีคู่พิพาท รัฐที่สาม หรือผู้มีอิทธิพลกลุ่มอื่น ๆ ทั้งนี้ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าประเด็นด้านมนุษยธรรมจะได้รับการแก้ไขและความต้องการของผู้ได้รับผลกระทบจะได้รับการพิจารณาในกระบวนการทางการเมือง นอกเหนือจากความจำเป็นด้านมนุษยธรรมที่ต้องเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหันมาใส่ใจในประเด็นเหล่านี้แล้ว หากปัญหาดังกล่าวถูกละเลยโดยไม่ได้รับการแก้ไข ก็อาจกลายเป็นอุปสรรคต่อความคืบหน้าในการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนได้เช่นกัน
ตัวอย่างเช่น ในเยเมนเมื่อ ค.ศ. 2018 ไอซีอาร์ซีได้มีส่วนร่วมในการปฏิบัติตามข้อตกลงสตอกโฮล์ม (Stockholm Agreement) ในส่วนที่เกี่ยวกับการปล่อยตัวผู้ถูกคุมขัง แม้ว่าความคืบหน้าในภาพรวมจะมีทั้งส่วนที่สำเร็จและล่าช้า แต่ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าวก็ได้มีการดำเนินงานครั้งใหญ่เพื่อปล่อยตัวผู้ถูกคุมขังไปแล้วถึง 2 ครั้ง ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 2020 และเดือนเมษายน ค.ศ. 2023 ส่งผลให้มีผู้ได้รับการปล่อยตัวรวมแล้วราว 2,000 คน การมีส่วนร่วมของไอซีอาร์ซีได้ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคีคู่พิพาท ทั้งต่อกระบวนการและการดำเนินงานจนประสบความสำเร็จ เนื่องจากองค์กรมีการปฏิบัติงานในพื้นที่อย่างกว้างขวางและได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย มีศักยภาพด้านโลจิสติกส์ในการรองรับการปฏิบัติการปล่อยตัวขนาดใหญ่ ตลอดจนมีอาณัติที่ได้รับการรับรองและความเชี่ยวชาญวิชาชีพที่สั่งสมมาอย่างยาวนานในการทำงานร่วมกับผู้ถูกคุมขังจากเหตุความขัดแย้ง การปล่อยตัวดังกล่าวส่งผลกระทบเชิงบวกด้านมนุษยธรรมอย่างมหาศาล ทั้งต่อตัวผู้ได้รับการปล่อยตัว ครอบครัว และชุมชนของพวกเขา และแม้ว่าในปัจจุบันจะยังไม่มีการบรรลุข้อตกลงสันติภาพอย่างเป็นทางการ แต่การปล่อยตัวเหล่านี้ก็ช่วยพิสูจน์ให้เห็นว่า การเจรจาเพื่อหาข้อตกลงร่วมกันระหว่างภาคีคู่พิพาทสามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมได้จริง
การเสริมสร้างความเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ผ่านกฎหมาย บรรทัดฐาน และกลไกเชิงสถาบัน
องค์ประกอบประการสุดท้ายที่สำคัญยิ่ง คือ การสร้างสภาพแวดล้อมที่ทั้งกฎหมายและบรรทัดฐานขั้นพื้นฐานว่าด้วยการเคารพสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ได้รับการยึดถือปฏิบัติ ทั้งนี้ ไอซีอาร์ซีได้อาศัยบทบาทการเป็นสถาบันอ้างอิงด้านกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ตลอดจนประสบการณ์จากการทำงานเพื่อตอบสนองต่อผลกระทบของความขัดแย้งทั่วโลก สนับสนุนให้ผู้บัญญัติกฎหมายมีความพร้อมในการรับมือกับผลกระทบในโลกแห่งความเป็นจริงอันเกิดจากเครื่องมือและวิธีการในการทำสงคราม ซึ่งจะเป็นหลักประกันว่าพันธกรณีที่มีอยู่เดิมจะได้รับการเคารพปฏิบัติตาม และพันธกรณีใหม่ ๆ จะสะท้อนถึงเจตนารมณ์ดั้งเดิมของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ นั่นคือการบรรเทาความทุกข์ทรมานและการคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เราหวังว่าการดำเนินงานของไอซีอาร์ซีในการเผยแพร่ความรู้ด้านกฎหมาย ตลอดจนการบูรณาการและสะท้อนหลักการทางมนุษยธรรมเหล่านี้เข้าไว้ในกลไกเชิงสถาบันและกระบวนการต่าง ๆ ทั้งในระดับชาติ ระดับภูมิภาค และระดับพหุภาคี จะมีส่วนช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้สันติภาพสามารถหยั่งรากลึกได้มั่นคงยิ่งขึ้น
การดำเนินงานของไอซีอาร์ซีในโคลอมเบียถือเป็นตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนถึงเรื่องนี้ โดยองค์กรได้สนับสนุนการเจรจามิติด้านมนุษยธรรมในข้อตกลงสันติภาพปี 2016 ระหว่างรัฐบาลและกองกำลังติดอาวุธปฏิวัติโคลอมเบีย หรือ ฟาร์ก (Revolutionary Armed Forces of Colombia – FARC) ตลอดจนให้ความช่วยเหลือทางเทคนิค กฎหมาย และงบประมาณ แก่ศาลพิเศษเพื่อสันติภาพ (Special Jurisdiction for Peace – JEP) หน่วยงานเพื่อการค้นหาผู้สูญหาย (Special Unit for the Search for Persons Deemed Missing – UBPD) และคณะกรรมการค้นหาความจริง (Commission for the Clarification of Truth, Coexistence and Non-Repetition – Truth Commission) ซึ่งจัดตั้งขึ้นจากผลของข้อตกลงดังกล่าว นอกจากนี้ องค์กรยังได้สนับสนุนหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นโดยอดีตนักรบกลุ่มฟาร์กที่ลดอาวุธและกลับคืนสู่สังคมในการปฏิบัติภารกิจค้นหาผู้สูญหาย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเยียวยาต่อภาคประชาสังคม และเพื่อสืบหาข้อมูลสมาชิกของกลุ่มตนเองที่สูญหายไปด้วยเช่นกัน การที่ไอซีอาร์ซีให้การสนับสนุนสถาบันเหล่านี้ รวมถึงกลไกอื่น ๆ ของโคลอมเบีย มีส่วนช่วยสร้างหลักประกันว่าสถาบันดังกล่าวจะดำเนินงานสอดคล้องกับมาตรฐานสากลในประเด็นหลักด้านมนุษยธรรมและสามารถเข้าถึงชุมชนในพื้นที่ชนบทที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงมากที่สุด เพื่อส่งมอบผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมจากการสร้างสันติภาพ ในขณะเดียวกัน เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์การขัดกันทางอาวุธที่ไม่ใช่ระหว่างประเทศที่ยังคงมีอยู่ในประเทศถึง 8 กรณีซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้คนหลายล้านคนทั่วประเทศ ไอซีอาร์ซีจึงยังคงเดินหน้าหารือกับกลุ่มติดอาวุธและกองกำลังรัฐบาลเพื่อส่งเสริมการเคารพกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ รวมถึงประเด็นต่าง ๆ ที่ประสบการณ์ได้พิสูจน์แล้วว่า สามารถช่วยสนับสนุนการเจรจาสันติภาพในอนาคตได้ เช่น ประเด็นการบังคับใช้กฎหมายนิรโทษกรรม พันธกรณีในการป้องกันการเกณฑ์เด็กเป็นทหาร ตลอดจนการป้องกันและการทำความจริงให้กระจ่างในกรณีของบุคคลผู้สูญหาย
ในระดับเวทีระหว่างประเทศ ไอซีอาร์ซียังได้มีส่วนร่วมนำเสนอมิติด้านมนุษยธรรมเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพัฒนา กฎหมายและการสร้างฉันทามติระดับพหุภาคีในประเด็นสำคัญต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสันติภาพ ตัวอย่างเช่น องค์กรได้ส่งเสริมการลดอาวุธในระดับพหุภาคีโดยอาศัยเหตุผลด้านมนุษยธรรมมานับตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ซึ่งในขณะนั้น ไอซีอาร์ซีได้เรียกร้องให้มีการห้ามใช้อาวุธเคมี หลังจากได้ประจักษ์ถึงผลกระทบร้ายแรงอันน่าสยดสยองของอาวุธดังกล่าวในโรงพยาบาลสนามขององค์กร นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ไอซีอาร์ซีได้มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการรับรองสนธิสัญญาลดอาวุธด้านมนุษยธรรมเกือบทั้งหมด อาทิ อนุสัญญาว่าด้วยอาวุธตามแบบบางชนิด (Convention on Certain Conventional Weapons – CCW) และพิธีสารแนบท้าย อนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (Anti-Personnel Mine Ban Convention – APMBC) อนุสัญญาว่าด้วยระเบิดพวง (Cluster Munitions Convention – CCM) สนธิสัญญาห้ามอาวุธนิวเคลียร์ (Treaty on the Prohibition of Nuclear Weapons – TPNW) ตลอดจนสนธิสัญญาว่าด้วยการค้าอาวุธ (Arms Trade Treaty – ATT) ทั้งนี้ การที่ไอซีอาร์ซีเรียกร้องให้มีสนธิสัญญาว่าด้วยระบบอาวุธอัตโนมัติก็เป็นไปด้วยเจตนารมณ์เดียวกัน นั่นคือ การบรรเทาความทุกข์ทรมานของมนุษย์ในวงกว้างจากการโจมตีโดยไม่เลือกเป้าหมาย พร้อมทั้งเน้นย้ำให้การเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ยังคงเป็นศูนย์กลางของระบบความร่วมมือระหว่างประเทศ
บทสรุป
แม้ทัศนะของไอซีอาร์ซีเกี่ยวกับสันติภาพที่มีมาอย่างยาวนานอาจไม่ได้เป็นที่รับรู้อย่างกว้างขวางนัก ทว่า ฌอง พิกเตต์ (Jean Pictet) อดีตผู้อำนวยการใหญ่และรองประธานไอซีอาร์ซี ได้เคยตั้งข้อสังเกตไว้ว่า มีภารกิจเพียงไม่กี่เรื่องเท่านั้นที่จะมีความสำคัญและยึดโยงอย่างใกล้ชิดกับหัวใจหลักขององค์กรมากไปกว่าเรื่องนี้ ในฐานะสถาบันที่เป็นกลางและเป็นอิสระ ไอซีอาร์ซีไม่สามารถและไม่ได้มุ่งหมายที่จะเป็นผู้กำหนดว่า สันติภาพในแต่ละความขัดแย้งควรจะมีรูปแบบอย่างไร หากแต่องค์กรจะยังคงมุ่งมั่นทำงานเพื่ออนาคตที่ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้คนทุกหมู่เหล่าได้รับการเคารพและคุ้มครองเสมอ และดังที่เราได้ประจักษ์ในงานวิจัยของเราแล้วว่า แม้ว่าการดำเนินงานด้านมนุษยธรรมจะมีขอบเขตที่จำกัดต่อแนวโน้มการสร้างสันติภาพ แต่ก็นับเป็นกลไกที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง
ในขณะเดียวกัน การยุติและป้องกันความขัดแย้งจำเป็นต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมืองที่แท้จริง ด้วยเหตุนี้ ล่าสุด ไอซีอาร์ซีร่วมกับกลุ่มรัฐภาคีอีก 6 ประเทศ จึงได้เปิดตัว “ความริเริ่มระดับโลกเพื่อสนับสนุนเจตจำนงทางการเมืองต่อกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ” (Global IHL Initiative) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อผลักดันให้กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศเป็นประเด็นสำคัญลำดับแรกในทางการเมืองอีกครั้ง โดยโครงการดังกล่าวครอบคลุมแผนการดำเนินงานที่มุ่งเน้นความเชื่อมโยงระหว่างกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศกับการสร้างสันติภาพโดยเฉพาะ
เรากำลังเผชิญกับห้วงเวลาวิกฤตที่การหันไปพึ่งพาการขัดกันทางอาวุธกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาเกินกว่าที่ควรจะเป็น ท่ามกลางความมุ่งมั่นในการป้องกันและแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่นับวันยิ่งสั่นคลอน เราต้องตระหนักอยู่เสมอว่า ฉันทามติระดับสากลถูกสร้างขึ้นบนเจตจำนงร่วมกันที่จะ “ปกป้องคนรุ่นหลังให้พ้นจากภัยพิบัติแห่งสงคราม” แท้ที่จริงแล้ว สงครามไม่ใช่สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หากแต่ต้องอาศัยความเพียรพยายามทางการเมืองอย่างจริงจังและต่อเนื่องในการป้องกันและแก้ไข การฟื้นฟูเจตจำนงทางการเมืองเพื่อสันติภาพจึงเป็นหนทางเดียวที่จะปกป้องมนุษยชาติจากความทุกข์ทรมานอันใหญ่หลวงจากภัยสงคราม
