ระเบิดพวงสร้างความเสียหายทั้งในระหว่างการโจมตีและภายหลังจากความขัดแย้งสิ้นสุดลงเป็นเวลานาน การกระจายตัวเป็นวงกว้างของลูกระเบิดขนาดเล็ก ประกอบกับอัตราการทำงานล้มเหลวที่สูง ไม่เพียงส่งผลให้พลเรือนตกอยู่ในอันตรายทันที แต่ยังทิ้งวัตถุระเบิดตกค้างที่พร้อมคร่าชีวิตและสร้างความบาดเจ็บแก่ผู้คนไปอีกหลายทศวรรษ สำหรับผู้รอดชีวิต ผลกระทบที่เกิดขึ้นอาจติดตัวไปตลอดชีวิต โดยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงบาดแผลทางร่างกาย แต่ยังกระทบต่อสุขภาพทั้งทางกายและจิตใจ การศึกษา การดำรงชีวิต ตลอดจนการมีส่วนร่วมในสังคม ด้วยเหตุนี้ อนุสัญญาว่าด้วยระเบิดพวง (Convention on Cluster Munitions) จึงถูกจัดทำขึ้นเพื่อตอบสนองต่อผลกระทบทางมนุษยธรรมอันยาวนานและมีหลักฐานเชิงประจักษ์เหล่านี้ โดยกำหนดข้อห้ามการใช้อาวุธดังกล่าว ควบคู่ไปกับพันธกรณีในการเก็บกู้พื้นที่ปนเปื้อนและการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ

ในบทความนี้ ฟาฮัด อาห์เมด (Fahad Ahmed) ที่ปรึกษากฎหมายของคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ และ มาร์เตน อาเบล (Maarten Abeel) ผู้ประสานงานโครงการฟื้นฟูสมรรถภาพทางกายของคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ ร่วมกันนำเสนอเหตุผลทางมนุษยธรรมต่อการเสริมสร้างการปฏิบัติตามอนุสัญญาว่าด้วยระเบิดพวงและส่งเสริมให้อนุสัญญามีผลบังคับใช้อย่างครอบคลุมทั่วโลก ก่อนการประชุมทบทวนอนุสัญญาว่าด้วยระเบิดพวง ครั้งที่ 3 (Third Review Conference) ซึ่งจะจัดขึ้น ณ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ในเดือนกันยายน ค.ศ. 2026 ทั้งนี้ ผู้เขียนได้ถ่ายทอดประสบการณ์ตรงของผู้รอดชีวิตและเน้นย้ำถึงบทบาทของการฟื้นฟูสมรรถภาพทางกายในการป้องกันไม่ให้ความบาดเจ็บนำไปสู่การถูกกีดกันออกจากสังคมตลอดชีวิต อีกทั้งยังชี้ว่าอนุสัญญานี้ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงคุณค่าของการลดอาวุธเพื่อวัตถุประสงค์ทางมนุษยธรรม ทั้งในแง่การป้องกันภัยในอนาคตและการบรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้น พร้อมเรียกร้องให้รัฐต่าง ๆ ร่วมกันปฏิเสธการทำให้การใช้ระเบิดพวงกลายเป็นเรื่องปกติ ยกระดับการช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบ ตลอดจนเร่งผลักดันให้อนุสัญญานี้มีผลบังคับใช้อย่างครอบคลุมทั่วโลก

กิจวัตรประจำวันของ โอมาร์ (Omar) เด็กชายวัย 7 ขวบ เคยเป็นการออกเดินทางไปยังทุ่งนาใกล้บ้านในอำเภอคาคิจัดบาร์ (Khake Jabar) ในกรุงคาบูล พร้อมกับพี่ชายและเพื่อน ๆ เพื่อเก็บอาหารมาให้ปศุสัตว์ เขาคุ้นเคยกับกิจวัตรนี้เป็นอย่างดีและสามารถเดินลัดเลาะไปตามทุ่งนาได้อย่างคล่องแคล่ว ทว่าทุกอย่างกลับเปลี่ยนไปในวันหนึ่งของเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2023

โอมาร์จำเหตุการณ์วันนั้นได้ไม่ชัดเจนนัก รู้เพียงว่ามีวัตถุแปลกตาชิ้นหนึ่งในทุ่งนาได้ดึงดูดความสนใจของเด็ก ๆ ทว่าก่อนที่ใครจะได้ทันพิเคราะห์ว่ามันคืออะไร วัตถุชิ้นนั้นก็ระเบิดขึ้นทันที ส่งผลให้พี่ชายวัย 9 ขวบของเขาเสียชีวิต และเพื่อน ๆ บาดเจ็บสาหัส ส่วนโอมาร์ต้องสูญเสียขาขวาและมีบาดแผลฉกรรจ์บริเวณหน้าท้อง

“ปกติเด็ก ๆ ในละแวกบ้านเราจะได้รับมอบหมายให้ไปเก็บหญ้ามาให้ปศุสัตว์ในทุ่งนาใกล้ ๆ เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม พอพวกเขาไปถึงทุ่งนาก็พบวัตถุโลหะรูปร่างประหลาด เด็ก ๆ คงไปหยิบจับหรือขว้างเล่นจนเกิดระเบิดขึ้น” วาคีล (Wakeel) บิดาของโอมาร์เล่าถึงเหตุการณ์เมื่อได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น “สิ่งแรกที่ผมต้องทำในตอนนั้น คือ ไปฝังศพลูกชายคนหนึ่ง แล้วรีบเดินทางไปยังโรงพยาบาลในคาบูลเพื่อดูอาการลูกชายอีกคนที่ร่างเต็มไปด้วยบาดแผล”

ขณะนั่งข้าง ๆ โอมาร์ เด็กชายที่กลายเป็นคนเงียบขรึมนับตั้งแต่ผ่านเหตุการณ์สะเทือนขวัญครั้งนั้น วาคีลหวนนึกถึงช่วงเวลาที่ลูกชายยังชอบเล่นคริกเก็ตและเพิ่งเข้าเรียนชั้นประถมศึกษา “เขาเคยฝันอยากเป็นหมอหรือวิศวกร แม้เหตุการณ์นี้จะทำให้ชีวิตเขายากลำบากขึ้นมาก แต่ผมมั่นใจว่าเขาจะทำตามฝันได้สำเร็จหลังจากได้รับขาเทียม เพียงแต่เขาต้องการความช่วยเหลือเพื่อก้าวผ่านช่วงเวลาแห่งความยากลำบากที่รออยู่ข้างหน้า” บาดแผลทางจิตใจและความสูญเสียร่างกายได้นำโอมาร์ไปสู่ความพิการในระยะยาว ซึ่งหากขาดการสนับสนุนที่เหมาะสม อาจยิ่งซ้ำเติมให้เขาต้องถูกกีดกันออกจากสังคมและโอกาสทางเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้น

โอมาร์เป็นหนึ่งในผู้รอดชีวิตหลายหมื่นคนที่ไม่ได้รับอันตรายในระหว่างที่มีการสู้รบ แต่ได้รับผลกระทบจากวัตถุระเบิดซึ่งตกค้างหลังจากการสู้รบยุติลง ผลกระทบของระเบิดพวงมิได้จำกัดอยู่เพียงระดับบุคคลอย่างโอมาร์เท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อชุมชนทั้งหมดจากการปนเปื้อนในพื้นที่เป็นบริเวณกว้าง ขัดขวางการเดินทางกลับภูมิลำเนาอย่างปลอดภัยของผู้พลัดถิ่น และปิดกั้นการเข้าใช้ประโยชน์ในทุ่งนาเป็นเวลานานหลายทศวรรษ ในกรณีของโอมาร์ ระเบิดพวงที่ตกค้างและฝังตัวอยู่ใต้ดินได้เปลี่ยนทุ่งนาอันคุ้นเคยให้กลายเป็นแหล่งภัยพิบัติที่อันตรายถึงชีวิต

จากการรอดชีวิตสู่การปกป้องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ – การฟื้นฟูสมรรถภาพในฐานะมาตรการคุ้มครอง

เรื่องราวของโอมาร์เป็นอุทาหรณ์ที่ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนถึงผลกระทบอันเลวร้ายของวัตถุระเบิดซึ่งตกค้างจากสงคราม ซึ่งก่อให้เกิดความพิการอันส่งผลกระทบต่อเนื่องทั้งในระหว่างและภายหลังความขัดแย้ง ดังที่เลขาธิการสหประชาชาติได้เคยเน้นย้ำไว้ว่า

ผู้พิการมักเป็นกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดในสถานการณ์เสี่ยงและวิกฤตการณ์ทางมนุษยธรรม โดยมีความเสี่ยงสูงต่อการตกเป็นเหยื่อความรุนแรง การทารุณกรรม การถูกแสวงหาประโยชน์ ภัยธรรมชาติและภัยที่มนุษย์สร้างขึ้น เหตุฉุกเฉินทางมนุษยธรรม ตลอดจนความขัดแย้ง นอกจากนี้ ยังพบผู้พิการในกลุ่มผู้ที่ถูกบังคับให้พลัดถิ่นเป็นสัดส่วนที่สูงมาก ผู้พิการยังมีแนวโน้มเผชิญความยากจน ซึ่งยิ่งซ้ำเติมความเปราะบางและความเสี่ยงต่ออันตราย ด้วยเหตุนี้ ทั้งในระหว่างและหลังภัยธรรมชาติ ผู้พิการจึงต้องเผชิญกับความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินมากกว่าประชากรทั่วไป โดยบางเหตุการณ์มีอัตราการเสียชีวิตสูงกว่าถึงสองเท่า”

สำหรับผู้รอดชีวิตอย่างโอมาร์ ผลกระทบจากบาดแผลในอดีตมักสะสมจนกลายเป็นความเปราะบางเรื้อรัง จนบานปลายเป็นภาระค่าใช้จ่ายมหาศาลที่ทั้งครอบครัว ระบบสาธารณสุข และสังคมต้องร่วมแบกรับต่อเนื่องไปอีกหลายปี บาดแผลทางกายและใจในระยะเริ่มแรกจะยิ่งถูกซ้ำเติมด้วยอุปสรรคในการเข้าถึงการรักษาพยาบาล การศึกษา และการดำเนินชีวิต โดยเฉพาะในพื้นที่ความขัดแย้งที่โครงสร้างพื้นฐานเสียหายและขาดแคลนทรัพยากรอย่างหนัก การฟื้นฟูสมรรถภาพจึงเป็นมากกว่าบริการทางการแพทย์ หากแต่เป็นปราการสุดท้ายที่ช่วยปกป้องผู้รอดชีวิตไม่ให้ถูกทอดทิ้งไว้ข้างหลัง และหยุดยั้งวงจรแห่งความเปราะบางนี้ไม่ให้ขยายตัวต่อไป

โครงการฟื้นฟูสมรรถภาพทางกาย (Physical Rehabilitation Programme – PRP) ของคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในกระบวนการนี้ โดยมุ่งให้บริการอย่างครอบคลุมและยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางเพื่อตอบสนองความต้องการอันซับซ้อนของผู้รอดชีวิต สำหรับโอมาร์ สิ่งนี้มีความหมายมากกว่าแค่การได้รับมอบขาเทียม เพราะการได้รับกายภาพบำบัดอย่างทันท่วงทีและต่อเนื่องมีส่วนสำคัญในการฟื้นฟูพละกำลังและการเคลื่อนไหว ควบคู่ไปกับบริการกายอุปกรณ์เสริมและกายอุปกรณ์เทียมที่ออกแบบให้ปรับเปลี่ยนตามการเติบโตของร่างกายเด็กได้อย่างเหมาะสม

สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือบริการสนับสนุนด้านสุขภาพจิตและจิตสังคม (Mental Health and Psychosocial Support – MHPSS) ซึ่งช่วยให้ผู้รอดชีวิตอย่างโอมาร์สามารถก้าวผ่านสภาวะบอบช้ำทางจิตใจ การสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก และความท้าทายในการปรับตัวเข้ากับวิถีชีวิตใหม่ เพราะการฟื้นฟูสมรรถภาพไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการฟื้นตัวทางร่างกาย หากแต่ยังรวมถึงการคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความสามารถในการพึ่งพาตนเอง และโอกาสในการมีส่วนร่วมในสังคมได้อย่างเต็มศักยภาพ การตอบสนองความต้องการของผู้รอดชีวิตทั้งในระยะสั้นและระยะยาวของโครงการฟื้นฟูสมรรถภาพทางกายจึงช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกกีดกันทางสังคม พร้อมส่งเสริมให้ผู้พิการสามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่และร่วมสร้างสรรค์ประโยชน์ให้แก่ชุมชนของตนได้อีกครั้ง

การหยุดยั้งวงจรแห่งความสูญเสียนี้จำเป็นต้องอาศัยมากกว่าเพียงความเห็นอกเห็นใจ หากแต่ต้องเกิดจากเจตจำนงอันแน่วแน่บนพื้นฐานของหลักสิทธิ ทั้งในด้านการฟื้นฟูสมรรถภาพและการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ เพื่อขจัดอุปสรรคเชิงระบบที่ผู้รอดชีวิตต้องเผชิญตลอดกระบวนการฟื้นฟู โดยมีองค์ประกอบสำคัญ 4 ประการ ได้แก่

  • การเข้าถึงการฟื้นฟูสมรรถภาพอย่างทันท่วงที – การฟื้นฟูสมรรถภาพตั้งแต่ระยะแรกเริ่มไม่ได้เป็นเพียงความจำเป็นทางการแพทย์ หากแต่มีความสำคัญยิ่งต่อการคุ้มครองสุขภาพและศักดิ์ศรีของบุคคล ความล่าช้าในกระบวนการฟื้นฟูสมรรถภาพหลังได้รับบาดเจ็บ ไม่เพียงจำกัดโอกาสในการฟื้นตัว แต่ยังซ้ำเติมวงจรความเหลื่อมล้ำและการถูกกีดกันทางสังคม การยื่นมือช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีจึงมอบโอกาสที่ดีที่สุดแก่ผู้รอดชีวิตในการฟื้นคืนศักดิ์ศรีและกลับมาพึ่งพาตนเองได้อีกครั้ง
  • การให้บริการที่ครอบคลุมและต่อเนื่อง – การฟื้นฟูสมรรถภาพที่มีประสิทธิผลต้องดำเนินไปในลักษณะองค์รวมและมีความต่อเนื่องเพียงพอ ตัวอย่างเช่น การมอบขาเทียมโดยปราศจากกายภาพบำบัดหรือการสนับสนุนด้านสุขภาพจิต ย่อมไม่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้รอดชีวิตได้อย่างรอบด้าน ทั้งยังจำกัดโอกาสในการกลับมามีส่วนร่วมในสังคมได้อย่างเต็มศักยภาพ
  • การปฏิบัติงานบนพื้นฐานของหลักฐานเชิงประจักษ์ – ในสภาวะที่ทรัพยากรมีจำกัด การนำแนวปฏิบัติที่อิงหลักฐานเชิงประจักษ์และมีความคุ้มค่าในเชิงงบประมาณมาใช้ ถือเป็นทั้งความจำเป็นในทางปฏิบัติและความรับผิดชอบทางจริยธรรม เนื่องจากกระบวนการที่ไร้ประสิทธิภาพหรือล้าสมัย ไม่เพียงทำให้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดต้องสูญเปล่า แต่ยังปิดกั้นโอกาสของผู้รอดชีวิตในการได้รับการดูแลรักษาตามมาตรฐานสูงสุด
  • ผลลัพธ์ทางสุขภาพต่อคุณภาพชีวิต – ตัวเลขอัตราการเสียชีวิตและการเจ็บป่วยเพียงอย่างเดียวไม่อาจใช้เป็นดัชนีวัดความสำเร็จของการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบได้ทั้งหมด หัวใจสำคัญคือผู้รอดชีวิตสามารถกลับไปเรียน ทำงาน มีส่วนร่วมในกิจกรรมชุมชน พึ่งพาตนเองได้ และมีสุขภาวะทางอารมณ์ที่ดี ตัวชี้วัดเหล่านี้คือสิ่งที่สะท้อนได้อย่างชัดเจนว่า การฟื้นฟูสมรรถภาพได้ช่วยให้พวกเขากลับมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้จริงหรือไม่

การทลายข้อจำกัดเชิงระบบเหล่านี้ จะช่วยให้เราสามารถผดุงไว้ซึ่งศักดิ์ศรีและสิทธิของผู้รอดชีวิต เพื่อให้มั่นใจว่าพวกเขาจะไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง หากแต่ได้รับการส่งเสริมศักยภาพในการกลับมาเริ่มต้นชีวิตใหม่และเป็นพลังในการพัฒนาชุมชนของตนต่อไป

โครงการฟื้นฟูสมรรถภาพทางกายของคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ สร้างผลกระทบเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทั่วโลก โดยช่วยให้ผู้รอดชีวิตจากความขัดแย้งสามารถกลับมาพึ่งพาตนเองและดำเนินชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรี ใน ค.ศ. 2025 โครงการได้ดำเนินงานใน 28 ประเทศที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง ส่งมอบบริการฟื้นฟูสมรรถภาพทางกายแก่ผู้รับบริการรวมทั้งสิ้น 254,506 คน ซึ่งในจำนวนนี้เป็นผู้ได้รับบาดเจ็บจากทุ่นระเบิดหรือวัตถุระเบิดซึ่งตกค้างจากสงครามรวมอยู่ด้วยถึง 25,343 คน

อย่างไรก็ดี การฟื้นฟูสมรรถภาพเพียงอย่างเดียวย่อมไม่อาจป้องกันไม่ให้เด็กคนต่อไปต้องเผชิญกับบาดแผลอันเลวร้ายในลักษณะเดียวกันนี้ได้อีก

ปัญหาทางมนุษยธรรมที่ต้องแก้ไขด้วยกลไกทางกฎหมาย

ประเด็นปัญหาทางมนุษยธรรมที่เกี่ยวข้องกับระเบิดพวงมีสองประการ ประการแรก คือ การกระจายตัวของลูกระเบิดขนาดเล็กจำนวนมากครอบคลุมพื้นที่เป็นวงกว้าง ส่งผลให้พลเรือนเสี่ยงต่อการได้รับผลกระทบจากการโจมตีได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใช้ในพื้นที่ชุมชน ประการที่สอง ซึ่งเป็นปัญหาที่ตระหนักกันอย่างแพร่หลาย คือ การที่ลูกระเบิดขนาดเล็กจำนวนมากไม่ทำงานตามกลไกปกติภายหลังการปล่อยตัว ส่งผลให้เกิดการปนเปื้อนของวัตถุระเบิดอันตรายถึงชีวิตตกค้างเป็นบริเวณกว้าง

อนุสัญญาว่าด้วยระเบิดพวงมิได้มีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อห้ามการใช้อาวุธเท่านั้น หากแต่จัดทำขึ้นเพื่อตอบสนองต่อความทุกข์ทรมานอันเกิดจากระเบิดพวง ซึ่งได้คร่าชีวิตและสร้างความบาดเจ็บแก่พลเรือนหลายพันคนในประเทศที่ได้รับผลกระทบ โดยอารัมภบทของอนุสัญญาได้ระบุอ้างอิงถึงอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิของคนพิการและการส่งเสริมสิทธิอันเท่าเทียมของคนพิการไว้อย่างชัดเจน

ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2008 รัฐต่าง ๆ จำนวน 107 รัฐได้จัดทำสนธิสัญญาระหว่างประเทศเพื่อห้ามการใช้อาวุธประเภทนี้สำเร็จ การเจรจาอันนำไปสู่อนุสัญญานี้เป็นส่วนหนึ่งของ “กระบวนการออสโล” (Oslo Process) ซึ่งเป็นข้อริเริ่มของประเทศนอร์เวย์ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรลุข้อตกลงในสนธิสัญญาดังกล่าว โดยอนุสัญญาได้เปิดให้ลงนามเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม ค.ศ. 2008 และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ค.ศ. 2010

ประเด็นปัญหาทางมนุษยธรรมของระเบิดพวงปรากฏชัดเจนมานานก่อนการจัดทำอนุสัญญา โดยเริ่มตั้งแต่เมื่อมีการใช้ระเบิดพวงครั้งแรกในการโจมตีเมืองท่ากริมสบี (Grimsby) ประเทศอังกฤษ ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ในครั้งนั้น สามในสี่ของลูกระเบิดขนาดเล็กที่ทิ้งจากอากาศไม่ทำงานตามปกติและต้องเข้าสู่กระบวนการเก็บกู้ อาวุธเหล่านี้ตกค้างอยู่ตามท้องถนน บนหลังคาอาคาร และติดอยู่ตามต้นไม้ ส่งผลให้สามในสี่ของผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตทั้งหมด 61 รายเกิดขึ้นภายหลังการโจมตีสิ้นสุดลง ไม่ใช่ระหว่างการโจมตี เด็กจำนวนมากเก็บ “ลูกระเบิดจิ๋ว” เหล่านี้กลับบ้านด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และหลายรายเกือบเอาชีวิตไม่รอด ขณะเดียวกัน ภารกิจเก็บกู้และทำลายวัตถุตกค้างเหล่านี้ต้องแลกด้วยการสูญเสียทรัพยากรมหาศาล

นอกจากนี้ รากฐานทางกฎหมายในประเด็นดังกล่าวยังมีความลึกซึ้งและหยั่งรากลึกมาอย่างยาวนาน ดังปรากฏในคำประกาศเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ค.ศ. 1868 (1868 St Petersburg Declaration) ที่รับรองหลักการที่ว่า สำหรับอาวุธบางประเภท “ความจำเป็นทางสงครามจักต้องยอมจำนนต่อข้อกำหนดทางมนุษยธรรม” หลักการนี้ได้รับการพัฒนาต่อเนื่องผ่านการรับรองพิธีสารเพิ่มเติมสองฉบับต่ออนุสัญญาเจนีวา ค.ศ. 1977 โดยพิธีสารฉบับที่หนึ่งกำหนดให้ประชากรพลเรือน “ได้รับความคุ้มครองทั่วไปจากอันตรายอันเกิดจากการปฏิบัติการทางทหาร” และต้องดำเนิน “มาตรการระมัดระวังตามสมควรทุกประการ” รวมถึงกระบวนการเลือกใช้อาวุธเพื่อคุ้มครองพลเรือน ตลอดจนการห้ามการโจมตีแบบไม่เลือกเป้าหมาย หลักการนี้ยังได้รับการต่อยอดผ่านบรรทัดฐานสำคัญในอนุสัญญาว่าด้วยการห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (Anti-personnel Mine Ban Convention) และพิธีสารว่าด้วยวัตถุระเบิดซึ่งตกค้างจากสงคราม (Protocol on Explosive Remnants of War) ซึ่งล้วนกำหนดพันธกรณีให้รัฐต้องรับผิดชอบในการป้องกันและแก้ไขอันตรายต่อพลเรือนอันเกิดจาก “อาวุธที่ยังคงสังหารผู้คนอย่างต่อเนื่อง”

จากข้อห้ามสู่การคุ้มครอง – เหตุผลที่อนุสัญญาประสบผลสำเร็จ

อนุสัญญาว่าด้วยระเบิดพวงถือเป็นส่วนเติมเต็มที่สำคัญของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (international humanitarian law – IHL) โดยช่วยเสริมสร้างกฎเกณฑ์ขั้นพื้นฐานของกฎหมายจารีตประเพณีมนุษยธรรมระหว่างประเทศที่มีผลบังคับใช้กับทุกรัฐ กฎเกณฑ์เหล่านี้กำหนดให้ภาคีคู่พิพาทต้องแยกแยะระหว่างพลเรือนและพลรบตลอดเวลา ดำเนินการโจมตีเฉพาะเป้าหมายทางทหารเท่านั้น และระมัดระวังอย่างต่อเนื่องเพื่อละเว้นพลเรือนและวัตถุพลเรือน ดังนั้นตามอนุสัญญานี้ การห้ามใช้ระเบิดพวงจึงเป็นกฎเกณฑ์ที่มีรากฐานจากกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศเช่นเดียวกับกระสุนระเบิดและกระสุนขยายตัว อาวุธเคมี อาวุธชีวภาพ ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล อาวุธที่ใช้สะเก็ดระเบิดที่ตรวจจับไม่ได้ เลเซอร์ที่ทำให้ตาบอด และอาวุธนิวเคลียร์

นอกเหนือจากการห้ามใช้อย่างเด็ดขาดสำหรับรัฐภาคีตามอนุสัญญาแล้ว การใช้ระเบิดพวงยังอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของกฎหมายจารีตประเพณีมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ซึ่งควบคุมเรื่องการแยกแยะเป้าหมายและการระมัดระวังในการโจมตี โดยศาลและคณะกรรมาธิการระหว่างประเทศหลายแห่งได้มีคำตัดสินว่า การใช้ระเบิดพวงในพื้นที่ชุมชนเป็นการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมาย ดังเช่นในคดี Martić ศาลอาญาระหว่างประเทศสำหรับอดีตยูโกสลาเวีย (International Criminal Tribunal for the former Yugoslavia – ICTY) วินิจฉัยว่าการใช้ระเบิดพวงเข้าข่ายการโจมตีแบบไม่เลือกเป้าหมาย ขณะที่องค์กรอื่น ๆ เช่น ศาลสิทธิมนุษยชนแห่งอเมริกาและคณะกรรมาธิการเรียกร้องค่าเสียหายเอริเทรีย-เอธิโอเปีย เห็นพ้องว่าการใช้งานในบางกรณีขัดต่อกฎเกณฑ์ว่าด้วยการระมัดระวังในการโจมตี แม้ข้อสรุปทางกฎหมายเหล่านี้จะขึ้นอยู่กับบริบทของแต่ละคดี แต่ก็สะท้อนถึงข้อกังวลอันร้ายแรงเกี่ยวกับการใช้ระเบิดพวงในพื้นที่ชุมชน โดยมีประเด็นหลักคือ ยังเป็นที่ “น่ากังขาอย่างยิ่ง” ว่าอาวุธดังกล่าวจะสามารถจำกัดการโจมตีเฉพาะเป้าหมายทางทหารตามเงื่อนไขของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศได้จริงหรือไม่

อนุสัญญานี้ได้แสดงให้เห็นว่า สนธิสัญญาว่าด้วยการลดอาวุธเพื่อวัตถุประสงค์ทางมนุษยธรรมสามารถช่วยชีวิตผู้คนได้ครอบคลุมเกินกว่าพรมแดนของรัฐภาคี เนื่องจากมีส่วนสำคัญในการปรับเปลี่ยนความคาดหวังของประชาคมโลกต่อการใช้อาวุธที่ยอมรับได้ ภารกิจด้านการลดอาวุธจึงถือเป็นกลไกสำคัญในการธำรงไว้ซึ่งบรรทัดฐานทางมนุษยธรรม ลดความเสี่ยงของการยกระดับความรุนแรง และสร้างความไว้วางใจระหว่างรัฐ ด้วยเหตุนี้ จึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการลดอาวุธเพื่อวัตถุประสงค์ทางมนุษยธรรมทั้งในยามสงบและยามเกิดการขัดกันทางอาวุธ ผ่านตราสารและการดำเนินงานลดอาวุธที่มุ่งส่งเสริมและเสริมสร้างกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ด้วยการป้องกัน บรรเทา และแก้ไขความทุกข์ทรมานของมนุษย์และความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมอันเกิดจากการใช้อาวุธบางประเภท เช่น ระเบิดพวง ด้วยเหตุผลทางมนุษยธรรมนี้ คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ และกลุ่มองค์กรกาชาดและเสี้ยววงเดือนแดง จึงยังคงเรียกร้องให้รัฐต่าง ๆ ร่วมเป็นภาคีในสนธิสัญญาว่าด้วยการลดอาวุธเพื่อวัตถุประสงค์ทางมนุษยธรรม

ปัจจุบันมี 112 ประเทศที่ประกาศห้ามใช้ระเบิดพวงอย่างครอบคลุม ซึ่งช่วยตอกย้ำการสร้างตราบาปต่อการใช้อาวุธชนิดนี้ โดยมี 12 ประเทศที่ลงนามแล้ว พร้อมด้วยอีกหลายประเทศที่มุ่งมั่นในเป้าหมายของอนุสัญญา นอกจากนี้ วัตถุระเบิดตกค้างจำนวนมหาศาลยังถูกทำลายลงนับตั้งแต่อนุสัญญาได้รับการรับรอง โดยในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา รัฐภาคีจำนวน 42 รัฐได้ทำลายระเบิดพวงที่เก็บสะสมในคลังทั้งหมดตามที่ได้แจ้งไว้จนหมดสิ้น รวมเป็นระเบิดพวงเกือบ 1.5 ล้านลูก และลูกระเบิดขนาดเล็กอีกกว่า 180 ล้านลูก ซึ่งระเบิดทุกลูกที่ถูกทำลายไป ย่อมหมายถึงการลดความเสี่ยงจากวัตถุระเบิดซึ่งตกค้างจากสงคราม ที่จะกลับมาคร่าชีวิตหรือสร้างความพิการแก่เด็ก ๆ อย่างโอมาร์และเพื่อน ๆ ในอนาคต

ประโยชน์ทางการทหารไม่สามารถทดแทนความสูญเสียทางมนุษยธรรม

นับตั้งแต่การปรากฏขึ้นครั้งแรกในสงครามโลกครั้งที่สอง ระเบิดพวงได้รับการพัฒนาต่อเนื่องตลอดช่วงสงครามเย็น โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเข้าทำลายการรวมกำลังของยานเกราะ แม้ว่าในทางปฏิบัติจริงจะถูกนำไปใช้อย่างกว้างขวางเกินกว่าวัตถุประสงค์ดังกล่าวก็ตาม อย่างไรก็ดี ยุทธศาสตร์การโจมตีด้วยกลุ่มยานเกราะขนาดใหญ่แทบจะเลือนหายไปจากสมรภูมิยุคใหม่แล้ว ประกอบการเข้ามาของระบบตรวจการณ์ที่ครอบคลุม อาวุธนำวิถีแม่นยำสูง ตลอดจนการบูรณาการการใช้โดรนระยะไกลและโดรนมุมมองบุคคลที่หนึ่ง (First-Person View – FPV) ส่งผลให้ระเบิดพวงยิ่งดูล้าสมัยในบทบาททางยุทธการดังกล่าว

ประเด็นสำคัญที่ภาคีคู่พิพาทและผู้บังคับบัญชาทางทหารต้องพิจารณาคือ นอกเหนือจากการโจมตีการรวมกำลังของยานเกราะในพื้นที่เปิดแล้ว การใช้ระเบิดพวงต่อเป้าหมายทางทหารอื่น โดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชน จะยังคงมีความสมเหตุสมผลเพียงพอหรือไม่เมื่อเปรียบเทียบกับผลกระทบทางมนุษยธรรมที่ทราบกันดีอยู่แล้ว

แม้จะมีการกล่าวอ้างอยู่เสมอว่าระเบิดพวงมีบทบาทสำคัญทางยุทธการ แต่กลับมีหลักฐานเชิงประจักษ์เพียงน้อยนิดที่สนับสนุนข้อกล่าวอ้างดังกล่าว ยิ่งไปกว่านั้น ผลการประเมินที่มีอยู่อย่างจำกัดได้ก่อให้เกิดข้อสังสัยมากกว่าจะช่วยยืนยันข้ออ้างดังกล่าว ทั้งนี้ งานวิจัยโดยสถาบันวิจัยกลาโหมนอร์เวย์เมื่อ ค.ศ. 2008 ได้สรุปว่า ระเบิดพวงจำนวนมากในคลังสรรพาวุธทหารปัจจุบันมี “ประสิทธิผลจำกัดกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้” และแม้จะมี “ประสิทธิผลในระดับที่น่าพึงพอใจหรือเพียงพอต่อเป้าหมายส่วนใหญ่” แต่กลับ “ไม่พบหลักฐานยืนยันได้ว่าอาวุธชนิดนี้มีประสิทธิภาพเหนือกว่าทางเลือกอื่นอย่างมีนัยสำคัญจนถึงขั้นขาดไม่ได้”

เมื่อพิจารณาถึงผลกระทบแบบไม่เลือกเป้าหมายของอาวุธชนิดนี้ ร่วมกับหลักฐานเชิงประจักษ์เรื่องรูปแบบความเสียหายต่อพลเรือน คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศจึงเรียกร้องให้ฝ่ายต่าง ๆ ที่ยังคงใช้ระเบิดพวง ยุติการใช้งานดังกล่าวโดยทันที

การประชุมทบทวนครั้งที่ 3 กับโอกาสในการตอกย้ำพันธกรณี

ในเดือนกันยายน ค.ศ. 2026 การประชุมทบทวนอนุสัญญาว่าด้วยระเบิดพวง ครั้งที่ 3 มีกำหนดจัดขึ้น ณ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการปนเปื้อนของระเบิดพวงมาตั้งแต่สงครามอินโดจีนครั้งที่สองเมื่อหกทศวรรษก่อน การประชุมครั้งนี้ไม่เป็นเพียงกระบวนการสรุปผลทางการทูตตามวาระทั่วไป ท่ามกลางสถานการณ์ที่ระเบิดพวงยังคงสร้างความเสียหายแก่พลเรือนอย่างต่อเนื่อง การประชุมนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับรัฐภาคีในการธำรงไว้ซึ่งบรรทัดฐานต่อต้านการใช้อาวุธดังกล่าว และยกระดับการปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้อนุสัญญา โดยรัฐภาคีควรอาศัยโอกาสนี้เพื่อ

  • คัดค้านการทำให้การใช้ระเบิดพวงกลายเป็นเรื่องปกติ พร้อมทั้งร่วมกันประณามการใช้อาวุธดังกล่าวอย่างเด็ดขาด ไม่ว่าจะเกิดขึ้น ณ ที่ใด โดยผู้ใด หรือภายใต้บริบทใดก็ตาม
  • ป้องกันการถอนตัวจากการเป็นภาคี และร่วมกันคัดค้านความพยายามในการหลีกเลี่ยงพันธกรณีตามอนุสัญญาว่าด้วยระเบิดพวง หรือสนธิสัญญาด้านมนุษยธรรมอื่น ๆ
  • เร่งผลักดันให้อนุสัญญาด้านมนุษยธรรมมีผลบังคับใช้อย่างครอบคลุมทั่วโลก และให้ความสำคัญกับการสร้างความร่วมมือกับรัฐที่ยังไม่ได้เป็นภาคีและรัฐผู้ลงนาม โดยเฉพาะในภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบ
  • ร่วมยืนยันอย่างหนักแน่นถึงคุณค่าของข้อจำกัดทางมนุษยธรรมในยามสงคราม พร้อมทั้งดำเนินมาตรการเชิงบวกเพื่อเสริมสร้างการเคารพกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ
  • สร้างความตระหนักรู้แก่สาธารณชนถึงบทบาทของการลดอาวุธและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศในการช่วยชีวิตผู้คน ตลอดจนสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับความเสี่ยงจากการบ่อนทำลายกลไกการคุ้มครองตามกฎหมายดังกล่าว
  • ปฏิบัติตามข้อผูกพันในการทำลายคลังสรรพาวุธที่มีอยู่ทั้งหมด และสนับสนุนให้รัฐที่ยังไม่ได้เป็นภาคีดำเนินมาตรการในลักษณะเดียวกัน
  • เร่งแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนของวัตถุระเบิดด้วยมาตรการตอบสนองทางมนุษยธรรมและการพัฒนาที่มีการประสานงานอย่างเป็นระบบ และได้รับการสนับสนุนทรัพยากรอย่างเพียงพอ
  • ร่วมรับรองแผนปฏิบัติการนครหลวงเวียงจันทน์ (Vientiane Capital Action Plan) ซึ่งกำหนดเป้าหมายไว้อย่างก้าวหน้าและท้าทาย ด้วยพันธกรณีและกรอบเวลาที่ชัดเจน พร้อมทั้งมีกลไกติดตามประเมินผลที่เป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ รัฐภาคีควรยกระดับความมุ่งมั่นในการปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาเพื่อช่วยเหลือผู้รอดชีวิต พร้อมทั้งตระหนักถึงต้นทุนทางสังคมและเศรษฐกิจอันมหาศาลจากการบาดเจ็บ อันส่งผลกระทบต่อทั้งตัวบุคคล ครอบครัว และสังคม โดย

  • กำหนดแนวทางการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบอย่างครอบคลุม โดยบูรณาการการดูแลทางการแพทย์ การฟื้นฟูสมรรถภาพทางกาย การสนับสนุนด้านสุขภาพจิต และการกลับคืนสู่สังคม เข้ากับนโยบายการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบตามข้อ 5 ของอนุสัญญาว่าด้วยระเบิดพวง และโดยอาศัยแนวทางจากอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิของคนพิการ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้รอดชีวิตอย่างรอบด้าน
  • ให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูสมรรถภาพอย่างทันท่วงที โดยรับประกันการเข้าถึงบริการฟื้นฟูสมรรถภาพตั้งแต่ระยะแรกเริ่มในฐานะส่วนหนึ่งของโปรแกรมช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเปราะบางซ้ำซ้อน และสนับสนุนให้ผู้รอดชีวิตกลับมาพึ่งพาตนเองและดำรงชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรี
  • เน้นผลสัมฤทธิ์ด้านคุณภาพชีวิต โดยปรับเปลี่ยนนิยามความสำเร็จของการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบโดยมุ่งเน้นผลลัพธ์เชิงรูปธรรม เช่น ศักยภาพในการดำเนินชีวิต การศึกษา การจ้างงาน และการมีส่วนร่วมในชุมชน
  • ลงทุนในระบบฟื้นฟูสมรรถภาพระดับชาติ โดยพัฒนาระบบฟื้นฟูสมรรถภาพที่ยั่งยืน ผ่านการฝึกอบรมบุคลากรท้องถิ่นให้มีความเชี่ยวชาญและมีจำนวนเพียงพอ จัดตั้งศูนย์บริการที่เข้าถึงได้สะดวก พร้อมทั้งสร้างหลักประกันในการเข้าถึงอุปกรณ์ช่วยพิการในราคาที่เหมาะสม

บทสรุป – จากการฟื้นฟูสมรรถภาพสู่การป้องกัน

ในปัจจุบัน โอมาร์สามารถกลับมาเดินได้อีกครั้งโดยอาศัยขาเทียม และยังคงได้รับการสนับสนุนทางร่างกายและจิตสังคมอย่างต่อเนื่อง ณ ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพภายใต้การสนับสนุนของคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศในกรุงคาบูล แม้ขาเทียมอาจช่วยคืนความสามารถในการเคลื่อนไหว และการฟื้นฟูสมรรถภาพอาจช่วยคืนความสามารถในการพึ่งพาตนเอง แต่มีเพียงการป้องกันเท่านั้นที่จะเป็นหลักประกันได้ว่า จะไม่มีเด็กคนใดต้องประสบกับบาดแผลอันแลวร้ายเช่นนี้อีก

ในท้ายที่สุด อนุสัญญาว่าด้วยระเบิดพวงจึงมีความหมายมากกว่าการห้ามใช้อาวุธ หากแต่คือการคุ้มครองพลเรือน การคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์แก่ผู้รอดชีวิต และการสร้างความมั่นใจว่าจะไม่มีชุมชนใดต้องดำรงชีวิตท่ามกลางมรดกตกทอดที่เป็นอันตรายถึงชีวิตจากสงครามในอดีต การประชุมทบทวนครั้งที่ 3 ณ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ในเดือนกันยายน ค.ศ. 2026 จึงเป็นเวทีที่ผู้แทนจากรัฐต่าง ๆ จะได้มารวมตัวกัน พร้อมด้วยโอกาสและความรับผิดชอบในการร่วมยืนยันพันธกรณีนี้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริงอย่างเป็นรูปธรรม

หมายเหตุผู้เขียน: ผู้เขียนขอขอบคุณ โรแบร์ตังเจโล ซิกโกเน (Robertangelo Ciccone) (ผู้จัดการโครงการฟื้นฟูสมรรถภาพทางกายในประเทศอัฟกานิสถาน) ที่ได้แบ่งปันเรื่องราวของโอมาร์เพื่อประกอบเนื้อหาของบทความนี้ และกำกับดูแลโครงการที่ช่วยให้โอมาร์ได้รับการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง