แปลและเรียงเรียงจากบทความ Anti-personnel mines: the false promise of security through exceptionalism in war ใน ICRC Humanitarian Law & Policy Blog
ท่ามกลางสถานการณ์การขัดกันทางอาวุธระหว่างประเทศระหว่างรัสเซียและยูเครน หลายประเทศเริ่มถกเถียงถึงความเป็นไปได้ในการถอนตัวจากสนธิสัญญาด้านมนุษยธรรมฉบับสำคัญ รวมถึงอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (Anti-Personnel Mine Ban Convention: APMBC) ประเด็นนี้มีชนวนเหตุมาจากการที่ลิทัวเนียประกาศถอนตัวจากอนุสัญญาว่าด้วยระเบิดพวง (Convention on Cluster Munitions: CCM) เมื่อเดือนกันยายน ค.ศ. 2024 และมีผลบังคับใช้ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2025 ซึ่งนับเป็นกรณีแรกในประวัติศาสตร์ ขณะเดียวกัน ก็มีการประกาศแผนส่งมอบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลของสหรัฐอเมริกาให้แก่ยูเครนในช่วงปลาย ค.ศ. 2024 ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเช่นกัน และได้จุดชนวนถกเถียงอีกครั้งเกี่ยวกับประโยชน์ใช้สอย ความยอมรับได้ และความชอบด้วยกฎหมายของอาวุธประเภทนี้ ซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นเพียงหน้าประวัติศาสตร์ที่ปิดไปแล้ว
การปกป้องพลเรือนและผู้ได้รับผลกระทบจากสงครามในยุโรปและภูมิภาคอื่นทั่วโลก จำเป็นต้องอาศัยการตอกย้ำเจตนารมณ์ด้านมนุษยธรรมอันเป็นรากฐานของสนธิสัญญาต่าง ๆ เช่น อนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ควบคู่ไปกับการปฏิเสธแนวคิดที่ว่าการเคารพกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (International Humanitarian Law: IHL) สามารถลดทอนลงได้ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงหรือการป้องกันประเทศ ไม่ว่าสถานการณ์นั้นจะเป็นกรณีพิเศษเพียงใดก็ตาม
ผลกระทบทางมนุษยธรรมอันร้ายแรงและยาวนานของทุ่นระเบิดสังหารบุคคล
ในแต่ละปี ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลและวัตถุระเบิดซึ่งตกค้างจากสงครามคร่าชีวิตผู้คนนับพัน และทำลายวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนจนย่อยยับ ผู้รอดชีวิตจากทุ่นระเบิด ซึ่งจำนวนมากเป็นเด็ก ต้องทนทุกข์ทรมานจากบาดแผลที่เปลี่ยนชีวิตไปตลอดกาลและสภาวะจิตใจที่บอบช้ำ โดยบางรายไม่สามารถกลับมาเดินได้อีกเลย เช่น ในประเทศยูเครน ที่ทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดซึ่งตกค้างจากสงครามเป็นสาเหตุหลักของการบาดเจ็บล้มตายของพลเรือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่แนวหน้าและพื้นที่ที่ยึดคืนมาได้
ทว่าความสูญเสียไม่ได้จบลงเพียงเท่านั้น เพราะขอบเขตผลกระทบจากการปนเปื้อนของอาวุธจะปรากฏชัดเจนขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป ตั้งแต่อดีตแนวรบในกัมพูชาไปจนถึงสมรภูมิเก่าในโครเอเชีย ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลยังคงฝังตัวรอคอยเหยื่ออยู่นานนับทศวรรษหลังจากถูกวางไว้ โดยซ่อนตัวอยู่ใต้ฝุ่นผงและเศษซากปรักหักพังอย่างเงียบเชียบ พร้อมจะพรากชีวิตและร่างกายจากผู้บริสุทธิ์ได้ทุกเมี่อ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้ลี้ภัยที่กำลังเดินทางกลับภูมิลำเนาหลังสงครามยุติ เจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพที่ตรึงกำลังตามแนวเขตแดน คนเลี้ยงแกะที่กำลังดูแลฝูงสัตว์ หรือเด็ก ๆ ที่ออกมาวิ่งเล่นนอกบ้าน
ตลอดเวลา 26 ปีนับตั้งแต่อนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคลมีผลบังคับใช้ สนธิสัญญาฉบับนี้ได้ช่วยลดจำนวนผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บจากทุ่นระเบิดสังหารบุคคลลงอย่างมหาศาล อีกทั้งยังมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้เกิดการทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคลในคลังสรรพาวุธหลายล้านลูกและการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่อันกว้างขวาง โดยมีรัฐภาคี 30 แห่งที่สามารถประกาศเป็นพื้นที่ปลอดทุ่นระเบิดได้สำเร็จ ตลอดจนกระตุ้นให้สังคมหันมาตระหนักถึงชะตากรรมของผู้รอดชีวิต และช่วยระดมทรัพยากรจำนวนมากเพื่อสนับสนุนภารกิจถอนทำลายทุ่นระเบิดอย่างเป็นระบบทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตกลับเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าสลดใจ โดยรายงานการเฝ้าระวังทุ่นระเบิด หรือ Landmine Monitor ใน ค.ศ. 2023 ระบุว่ามีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากทุ่นระเบิดสังหารบุคคลประเภทผลิตจากโรงงานเพียงอย่างเดียวถึง 833 ราย ซึ่งเป็นสถิติรายปีที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ ค.ศ. 2011 รายงานวิเคราะห์ว่าความสูญเสียที่พุ่งสูงขึ้นนี้มีสาเหตุหลักมาจากการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลอย่างแพร่หลายในการขัดกันทางอาวุธระหว่างรัสเซียและยูเครน (รวมถึงพบการใช้งานใหม่ในประเทศอิหร่าน เมียนมา และเกาหลีเหนือ) ตลอดจนการใช้ทุ่นระเบิดแสวงเครื่องซึ่งส่วนใหญ่เป็นการใช้โดยกลุ่มติดอาวุธที่ไม่ใช่รัฐ ทั้งนี้ ใน ค.ศ. 2023 ทุ่นระเบิดแสวงเครื่องเป็นสาเหตุหลักของการบาดเจ็บและเสียชีวิตใน 23 ประเทศ และครองสัดส่วนการคร่าชีวิตผู้คนสูงสุดในบรรดาทุ่นระเบิดหรือวัตถุระเบิดซึ่งตกค้างจากสงครามต่อเนื่องมาหลายปี
แม้ว่าตัวเลขผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตในแต่ละปีจะมีความผันผวน แต่รูปแบบความสูญเสียยังคงเดิมและได้รับการบันทึกไว้อย่างชัดเจนมาโดยตลอดนับตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์ทุ่นระเบิดโลกในช่วงทศวรรษ 1990 พลเรือนซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ควรได้รับการคุ้มครองจากผลกระทบของสงครามมากที่สุดกลับยังคงเป็นผู้แบกรับผลกระทบหนักหน่วงที่สุด เห็นได้จากสถิติใน ค.ศ. 2023 ที่พลเรือนคิดเป็นร้อยละ 84 ของผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดซึ่งตกค้างจากสงครามซึ่งในจำนวนนี้มีเด็กรวมอยู่ด้วยเป็นจำนวนมาก
ผลกระทบทางมนุษยธรรมของทุ่นระเบิดสังหารบุคคลนั้นร้ายแรงอย่างยิ่ง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ เนื่องจากอาวุธเหล่านี้ “ทำงานโดยการกระตุ้นจากเหยื่อ” (victim-activated) กล่าวคือ เป็นอาวุธที่ “ออกแบบมาให้ระเบิดเมื่อบุคคลอยู่ใกล้ เข้าใกล้ หรือสัมผัส และจะส่งผลให้บุคคลหนึ่งคนหรือมากกว่านั้นอยู่ในสภาวะทุพพลภาพ บาดเจ็บ หรือเสียชีวิต” ตามนิยามทางกฎหมาย (ข้อ 2(1) ของอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล และ: Convention on Certain Conventional Weapons: CCW ซึ่งระบุไว้ในทำนองเดียวกัน) ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลไม่มีกลไกแยกแยะระหว่างทหารและเด็กและก่อผลกระทบแบบไม่เลือกหน้า ซึ่งในมุมมองของบางฝ่ายถือเป็นอาวุธที่มีลักษณะโจมตีแบบไม่เลือกหน้าโดยสภาพและด้วยเหตุนี้จึงเป็นอาวุธต้องห้ามตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ทั้งนี้ พันธกรณีในการแยกแยะระหว่างพลเรือนและพลรบถือเป็นหนึ่งในกฎเกณฑ์พื้นฐานของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของข้อห้ามทางกฎหมายในการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลเมื่อ ค.ศ. 1997 (อารัมภบท, อนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล)
อนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคลได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นความสำเร็จที่ได้รับแรงสนับสนุนจากนานาชาติอย่างท่วมท้น โดยกว่า 3 ใน 4 ของรัฐสมาชิกองค์การสหประชาชาติ (หรือ 164 รัฐภาคี ณ เดือนมีนาคม ค.ศ. 2025) ต่างมีพันธกรณีผูกพันตามอนุสัญญาฉบับนี้ ขณะที่รัฐอื่น ๆ รวมถึงกลุ่มติดอาวุธที่ไม่ใช่รัฐอีก 54 กลุ่ม ก็ได้ประกาศยึดถือบรรทัดฐานของอนุสัญญาเป็นนโยบายอย่างเป็นทางการ และล่าสุดเมื่อเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2024 ในการประชุมทบทวนพันธกรณีของอนุสัญญาฯ ครั้งที่ 5 ณ เมืองเสียมราฐ-อังกอร์ ประเทศกัมพูชา บรรดารัฐภาคีต่างร่วมกันยืนยัน “ความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่” ในอันที่จะยุติหายนะจากทุ่นระเบิดสังหารบุคคลให้หมดสิ้นไป
แม้จะมีพันธสัญญาในระดับโลกเช่นนี้ แต่ข้อกล่าวอ้างเกี่ยวกับ “คุณประโยชน์” ของทุ่นระเบิดสังหารบุคคลกลับปรากฏขึ้นอีกครั้งในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา โดยมีการเสนอมุมมองว่าทุ่นระเบิดสังหารบุคคลบางประเภทอาจไม่เข้าข่ายอาวุธต้องห้ามภายใต้อนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ขณะเดียวกัน ข้ออ้างเพื่อสร้างความชอบธรรมในการใช้งานและการขยายคลังอาวุธเหล่านี้ก็เริ่มได้รับความสนใจและแรงสนับสนุนมากขึ้นในบางแวดวง
ทว่า หลักฐานเชิงประจักษ์และข้อกฎหมายกลับชี้ให้เห็นในทางตรงกันข้าม
ประโยชน์ใช้สอยทางทหารอันจำกัดของทุ่นระเบิดสังหารบุคคลซึ่งเทียบไม่ได้เลยกับผลกระทบทางมนุษยธรรมอันร้ายแรงที่ตามมา
ข้อกล่าวอ้างในช่วงหลังเกี่ยวกับประโยชน์ทางการทหารของทุ่นระเบิดสังหารบุคคลในแง่ของการป้องกันประเทศหรือการป้องปรามนั้น มีความย้อนแย้งอย่างสิ้นเชิงกับความพยายามอันยาวนานนับทศวรรษของรัฐภาคีและภาคส่วนต่าง ๆ ที่มุ่งมั่นจะกำจัดอาวุธเหล่านี้ให้หมดไปตามพันธกรณีที่มีต่อกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ การปกป้องสิทธิของผู้พิการ และการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs)
ผลการศึกษาเชิงลึกใน ค.ศ. 1996 ซึ่งจัดทำขึ้นตามการมอบหมายของคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ไอซีอาร์ซี) และได้รับการรับรองโดยนายทหารจาก 19 ประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีประสบการณ์ตรงในการใช้ทุ่นระเบิด ได้ข้อสรุปว่า ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลมี “ประโยชน์ใช้สอยทางทหารอันจำกัด” และที่ยิ่งไปกว่านั้นคือ ประโยชน์เพียงน้อยนิดดังกล่าวยัง “เทียบไม่ได้เลยกับผลกระทบทางมนุษยธรรมอันน่าสยดสยองจากการใช้งานจริงในการขัดกันต่าง ๆ” ทั้งนี้ จากการศึกษากรณีการขัดกัน 26 ครั้ง นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา ไม่พบหลักฐานใดที่จะสนับสนุนข้อกล่าวอ้างที่ว่า ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลเป็นสิ่งที่จำเป็นจนขาดไม่ได้หรือมีคุณค่าในทางยุทธวิธีระดับสูง
นอกเหนือจากผลกระทบทางมนุษยธรรมและผลกระทบต่อเนื่องที่จะตามมาอย่างมหาศาลหลังสิ้นสุดความขัดแย้งแล้ว ผลการศึกษายังพบข้อมูลเพิ่มเติมว่า
- การเจาะช่องสนามทุ่นระเบิดสามารถทำได้ค่อนข้างรวดเร็วด้วยอุปกรณ์กวาดล้างทุ่นระเบิด นอกจากนี้ สนามทุ่นระเบิดจะมีประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อมีการวางกำลังยิงคุ้มกันเท่านั้น และในทางปฏิบัติยังไม่สามารถป้องกันการแทรกซึมทางทหารได้
- การจัดตั้ง การเฝ้าตรวจ การบำรุงรักษา และการเก็บกู้สนามทุ่นระเบิด เป็นกระบวนการที่สิ้นเปลืองเวลา มีค่าใช้จ่ายสูง และมีความเสี่ยงอันตราย
- การใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลก่อให้เกิดการบาดเจ็บล้มตายของกำลังพลทั้งฝ่ายตนเองและฝ่ายพันธมิตร ทั้งยังเป็นอุปสรรคต่อความคล่องตัวในการดำเนินกลยุทธ์
นอกจากนี้ ผลการศึกษายังพบว่า ในสภาวะการรบจริง การใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลให้สอดคล้องกับทั้งหลักนิยมทางทหารและข้อกำหนดของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (เช่น การทำเครื่องหมายและการจัดทำแผนผังสนามทุ่นระเบิด) เป็นสิ่งที่ทำได้ยากยิ่งแม้แต่กับกองทัพมืออาชีพ และแทบไม่เคยเกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติ ยิ่งไปกว่านั้น ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลประเภทวางระเบิดจากระยะไกล (เช่น การส่งด้วยปืนใหญ่) ยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการทำเครื่องหมายและการบันทึกข้อมูลการใช้งาน ซึ่งสร้างความกังวลอย่างยิ่งต่อการคุ้มครองพลเรือน
ต่อมาในเดือนธันวาคม ค.ศ. 2004 คณะผู้เชี่ยวชาญทางทหารระดับสูงได้ร่วมกันยืนยันและปรับปรุงข้อสรุปของผลการศึกษานี้ให้เป็นปัจจุบัน โดยได้เน้นย้ำถึงวิธีการอื่นที่สามารถนำมาใช้ในภารกิจต่าง ๆ (อาทิ การปิดกั้นพื้นที่ การกำหนดสภาพภูมิประเทศ หรือการป้องกันการรื้อถอนทุ่นระเบิดต่อต้านรถถัง) โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาทุ่นระเบิดสังหารบุคคล พร้อมทั้งระบุว่าความก้าวหน้าพื้นฐานของเทคโนโลยีทางทหารและวิวัฒนาการของการสงครามในปัจจุบันได้ส่งผลให้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลกลายเป็นอาวุธที่ไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป
นับจากนั้นเป็นต้นมา พัฒนาการของเทคโนโลยีต่อต้านทุ่นระเบิดและวิวัฒนาการของสงครามบนระบบเครือข่ายข้อมูลก็ยิ่งเป็นสิ่งยืนยันความถูกต้องของข้อสรุปข้างต้น และสอดคล้องกับถ้อยแถลงล่าสุดของบรรดาผู้นำเหล่าทัพ อาทิ ผู้บัญชาการกองทัพลัตเวีย (มกราคม ค.ศ. 2024) และผู้บัญชาการกองกำลังป้องกันตนเองเอสโตเนีย (ธันวาคม ค.ศ. 2024) ที่ต่างแสดงท่าทีสนับสนุนผลการประเมินนี้เช่นกัน
อนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคลห้ามการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลทุกชนิด แต่ไม่ได้ห้ามการใช้ทุ่นระเบิดหรือสรรพาวุธประเภทอื่น
มีข้อโต้แย้งบางประการที่ระบุว่า ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลบางประเภทอาจไม่อยู่ภายใต้ข้อห้ามของอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล หรืออาจมิได้ก่อให้เกิดภัยคุกคามที่มีนัยสำคัญต่อพลเรือน โดยคำกล่าวเหล่านี้มักอ้างถึงความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทุ่นระเบิดที่ไม่ได้ระบุรายละเอียดแน่ชัด (ทุ่นระเบิด “อัจฉริยะ”) หรือที่พบบ่อยกว่านั้นคือการอ้างถึงทุ่นระเบิดสังหารบุคคลประเภท “ไม่คงสภาพ” (non-persistent) ซึ่งติดตั้งระบบหยุดทำงานด้วยตนเองและระบบทำลายตัวเอง โดยบางรัฐกล่าวอ้างว่ากลไกเหล่านี้ “สามารถลดความเสี่ยงทางมนุษยธรรมได้อย่างเหมาะสม”
แม้จะได้ชื่อว่าเป็นทุ่นระเบิดประเภท “ไม่คงสภาพ” แต่อันตรายของอาวุธประเภทนี้ไม่ได้ลดน้อยลง เนื่องจากตราบใดที่ทุ่นระเบิดยังทำงาน ผลทำลายล้างจะเป็นไปแบบไม่เลือกหน้า เช่นเดียวกับอาวุธชนิดอื่นที่ทำงานโดยการกระตุ้นจากเหยื่อ ยิ่งไปกว่านั้น ระบบทำลายตัวเองของทุ่นระเบิดเหล่านี้บางส่วนอาจทำงานล้มเหลว ซึ่งอัตราความล้มเหลวนี้ในสภาวะสนามรบจริงมักสูงกว่าผลการทดสอบในสภาวะควบคุม และหากมีการวางระเบิดจากระยะไกลในปริมาณมหาศาล อัตราความล้มเหลวเพียงเศษเสี้ยวก็อาจนำไปสู่การปนเปื้อนของวัตถุระเบิดในพื้นที่เป็นวงกว้างได้ ทั้งนี้ ในแง่ของการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลทุกชนิด รวมถึงประเภทที่เรียกว่า “ไม่คงสภาพ” จะต้องถือว่าเป็นวัตถุอันตรายทั้งสิ้น เนื่องจากผลกระทบด้านมนุษยธรรมและเศรษฐกิจจะยังคงดำรงอยู่ต่อไปอีกนานหลังสิ้นสุดการใช้งาน
สำหรับประเด็นด้านความชอบด้วยกฎหมายนั้น อนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคลกำหนดข้อห้ามสำหรับทุ่นระเบิดสังหารบุคคลทุกชนิดโดยไม่มีข้อยกเว้น โดยนิยามของทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (ตามข้อ 2(1) ของอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล) ก็ไม่ได้แบ่งแยกประเภทตามระยะเวลาที่ทุ่นระเบิดนั้นยังคงทำงานโดยการกระตุ้นจากเหยื่อ ประเด็นเรื่องทุ่นระเบิดแบบ “ไม่คงสภาพ” นี้เคยมีการอภิปรายอย่างกว้างขวางในช่วงก่อนการแก้ไขพิธีสารฉบับที่ 2 ของอนุสัญญาว่าด้วยอาวุธตามแบบบางชนิดใน ค.ศ. 1996 ซึ่งเกิดขึ้นก่อนการรับรองอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ดังนั้น จึงไม่มีข้อสงสัยประการใดว่าเจตนารมณ์ของอนุสัญญาฉบับนี้คือต้องการให้ทุ่นระเบิดเหล่านี้รวมอยู่ภายใต้ขอบเขตการสั่งห้ามอย่างครอบคลุมของอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคลด้วยเช่นกัน
ในทางตรงกันข้าม อนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคลไม่ได้ห้ามการใช้ทุ่นระเบิดประเภทอื่น และไม่มีผลบังคับใช้กับทุ่นระเบิดทางทะเลหรือทุ่นระเบิดต่อต้านยานพาหนะ ซึ่งรวมถึงทุ่นระเบิดต่อต้านรถถังทั้งแบบกลไกดั้งเดิม ตลอดจนแบบ “อัจฉริยะ” และแบบ “เครือข่าย” สมัยใหม่ด้วย โดยการใช้งานทุ่นระเบิดประเภทหลังนี้จะถูกควบคุมโดยพิธีสารฉบับที่ 2 (ค.ศ. 1980) และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ค.ศ. 1996) ภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยอาวุธตามแบบบางชนิด ในกรณีที่สามารถบังคับใช้ได้ รวมถึงกฎเกณฑ์ของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศว่าด้วยการสู้รบและทุ่นระเบิด (การศึกษากฎหมายจารีตประเพณีมนุษยธรรมระหว่างประเทศ กฎข้อที่ 81-83)
นอกจากนี้ อนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคลยังไม่ห้ามการใช้สรรพาวุธระเบิดที่จุดระเบิดด้วยการสั่งการ เช่น อาวุธที่จุดระเบิดโดยทหารผ่านสายชนวนหรือคลื่นความถี่วิทยุ อาวุธเหล่านี้มักถูกเรียกติดปากว่า “ทุ่นระเบิด” อย่างเช่น “ทุ่นระเบิดเคลย์มอร์” (Claymore mine) ของสหรัฐอเมริกา หรือ “ทุ่นระเบิดน้ำแข็ง” (Jäämiina) ของฟินแลนด์ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในช่วงสงครามฤดูหนาว (ค.ศ. 1939-1940) เมื่อมีการใช้งานสรรพาวุธเหล่านี้ในโหมดจุดระเบิดด้วยการสั่งการ จะไม่ถือเป็น “ทุ่นระเบิด” ตามนิยามทางกฎหมาย (ตามข้อ 2(1) ของพิธีสารฉบับที่ 2 ของอนุสัญญาว่าด้วยอาวุธตามแบบบางชนิด และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม) แต่การใช้งานจะถูกควบคุมภายใต้ข้อจำกัดว่าด้วย “อุปกรณ์ระเบิดชนิดอื่น” ตามพิธีสารฉบับที่ 2 (ค.ศ. 1980) และแก้ไขเพิ่มเติม (ค.ศ. 1996) ภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยอาวุธตามแบบบางชนิด ในกรณีที่สามารถบังคับใช้ได้ ตลอดจนกฎเกณฑ์ของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศว่าด้วยการสู้รบและอาวุธ
อนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคลมีผลบังคับใช้ในทุกกรณี แม้ในสภาวะสงครามก็ไม่มีข้อยกเว้น
ในบริบทของการขัดกันทางอาวุธระหว่างรัสเซียและยูเครน ข้อโต้แย้งในช่วงที่ผ่านมาที่สนับสนุนการถอนตัวจากอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคลมักมีการอ้างถึงความชอบด้วยกฎหมายและความชอบธรรมของการใช้กำลังเพื่อการป้องกันตนเองจากการรุกรานของฝ่ายตรงข้าม โดยฝ่ายที่สนับสนุนแนวคิดนี้เห็นว่าการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลและการถอนตัวจากสนธิสัญญาเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผลภายใต้สถานการณ์อันเป็นข้อยกเว้น โดยกล่าวอ้างว่าผู้ร่างอนุสัญญาไม่ได้คาดการณ์ถึงสถานการณ์เช่นนี้มาก่อน และการปฏิบัติตามข้อจำกัดดังกล่าวจะทำให้รัฐเสียเปรียบเมื่อต้องเผชิญกับฝ่ายตรงข้ามที่ไม่ได้ยึดถือข้อจำกัดในลักษณะเดียวกัน
ข้อโต้แย้งดังกล่าวเป็นการกล่าวอ้างที่เกินจริงเกี่ยวกับประโยชน์ทางทหารและความมั่นคงของทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (ตามที่ระบุไว้ข้างต้น) อีกทั้งยังละเลยเหตุผลด้านมนุษยธรรมอันเป็นรากฐานของอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ทั้งที่จริงแล้ว อนุสัญญาฉบับนี้คือการตอบสนองโดยตรงต่อประวัติศาสตร์ความทุกข์ทรมานอันยาวนานที่เกิดจากทุ่นระเบิด ซึ่งมีหลักฐานปรากฏชัดเจนในการขัดกันทางอาวุธทั่วโลกทั้งแบบระหว่างประเทศและไม่ใช่ระหว่างประเทศ ด้วยเหตุนี้ รัฐภาคีแต่ละรัฐของอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคลจึงได้ให้คำมั่นว่าจะ “ไม่” ใช้งาน (รวมถึงโอนย้ายและสะสม ฯลฯ) ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล “ไม่ว่าในสถานการณ์ใดก็ตาม” (ตามข้อ 1 ของอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล) ดังที่นักวิชาการด้านกฎหมายท่านหนึ่งได้อธิบายไว้ว่า “วลีดังกล่าวครอบคลุมถึงสถานการณ์ทั้งในยามสงบและในระหว่างการขัดกันทางอาวุธทุกรูปแบบ ซึ่งเป็นการปิดช่องโหว่ทางกฎหมายต่อการกระทำต้องห้ามในทั้งสองสถานการณ์อย่างเบ็ดเสร็จ” นอกจากนี้ การใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลเพื่อตอบโต้คู่สงครามยังถือเป็นสิ่งผิดกฎหมายภายใต้อนุสัญญานี้เช่นกัน ไม่ว่าฝ่ายตรงข้ามจะใช้งานอาวุธดังกล่าวหรือไม่ หรือสถานการณ์จะวิกฤตเพียงใด แม้กระทั่งในกรณีการป้องกันตนเองจากการรุกราน
นอกจากนี้ บทบัญญัติว่าด้วยการถอนตัวจากอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคลก็เป็นสิ่งยืนยันได้ว่าผู้ร่างจงใจปฏิเสธแนวคิดที่ว่า การขัดกันทางอาวุธสามารถใช้เป็นเหตุผลในการละทิ้งข้อห้ามการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่มุ่งช่วยชีวิตผู้คนได้ โดยการถอนตัวจะมีผลบังคับใช้เมื่อล่วงพ้นเวลา 6 เดือนนับจากวันที่ได้แจ้งต่อเลขาธิการสหประชาชาติ อย่างไรก็ตาม หากรัฐที่ขอถอนตัวกำลังตกอยู่ในภาวะการขัดกันทางอาวุธในขณะนั้น การถอนตัวจะยังไม่มีผลบังคับใช้จนกว่าการขัดกันดังกล่าวจะสิ้นสุดลง (ตามข้อ 20 (3) ของอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล)
ข้อโต้แย้งที่สนับสนุนการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลในช่วงหลัง ยังถือเป็นการท้าทายหลักการพื้นฐานของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ การกล่าวอ้างว่ารัฐจำเป็นต้องป้องกันตนเองด้วย “ทุกวิธีการ” นั้น ขัดต่อหลักการสำคัญของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศที่ระบุว่า สิทธิของภาคีคู่พิพาทในการเลือกวิธีการและเครื่องมือในการทำสงครามมิได้มีอยู่อย่างไม่จำกัด (ตามข้อ 35(1) ของพิธีสารเพิ่มเติมฉบับที่ 1 ของอนุสัญญาเจนีวา) แม้สงครามส่วนใหญ่จะส่งผลกระทบต่อความอยู่รอดของทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้คนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่ความกังวลดังกล่าวไม่อาจนำมาเป็นเหตุผลในการละทิ้งหรือหลีกเลี่ยงความคุ้มครองทางกฎหมายที่ถูกออกแบบมาเพื่อความปลอดภัยของบุคคลเหล่านี้ได้ และไม่ว่าสงครามจะมีสาเหตุจากอะไร ไม่ว่ารัฐจะเป็นฝ่ายรุกรานหรือกระทำการเพื่อป้องกันตนเอง กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศย่อมบังคับใช้กับทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน และดำรงอยู่เพื่อคุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบจากการขัดกันทางอาวุธทุกคน โดยไม่คำนึงว่าพวกเขาจะสังกัดฝ่ายใด
อนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคลและข้อจำกัดอื่น ๆ ว่าด้วยวิธีการและเครื่องมือในการทำสงคราม ถูกนำมาใช้เพื่อเป็นหลักประกันในการธำรงไว้ซึ่งมนุษยธรรมในภาวะสงคราม ดังนั้น การเปรียบเปรยกฎเกณฑ์เหล่านี้ว่าเป็นสิ่งที่ทำให้ “การต่อสู้เป็นไปแบบถูกมัดมือไพล่หลัง” จึงเป็นการบิดเบือนอย่างรุนแรง เพราะแม้ในยามที่ฝ่ายตรงข้ามละเลยกฎเกณฑ์เหล่านี้ การยึดมั่นในข้อจำกัดทางมนุษยธรรมก็ยังคงเป็นผลประโยชน์สูงสุดสำหรับทุกรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพราะกฎเกณฑ์เหล่านี้มีส่วนช่วยคุ้มครองประชากรพลเรือนของตนเองให้พ้นจากอันตรายด้วย
ดังที่ประธานไอซีอาร์ซีกล่าวไว้อย่างเหมาะสมว่า “กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศมิได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อวันเวลาอันเปี่ยมด้วยความหวังในยามสงบ หากแต่ถูกสร้างขึ้นเพื่อวันเวลาอันมืดมนที่สุดของมนุษยชาติ ในยามที่เปลวเพลิงแห่งสงครามลุกโชนและชีวิตของผู้คนแขวนอยู่บนความเสี่ยงอันใหญ่หลวง”
การธำรงไว้ซึ่งมนุษยธรรมในยามสงคราม ต้องอาศัยการเสริมสร้างบรรทัดฐานทางมนุษยธรรมและการเคารพกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ
ความท้าทายที่มีต่ออนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคลในปัจจุบันได้ก่อให้เกิดความกังวลอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยและสวัสดิภาพของประชากรในพื้นที่เสี่ยงอันตรายจากทุ่นระเบิด ทั้งการถอนตัวและการละเมิดอนุสัญญาต่างบ่อนทำลายประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือของอนุสัญญา ซึ่งลดทอนโอกาสที่จะได้รับการยอมรับในระดับสากลและกัดเซาะบรรทัดฐานทางมนุษยธรรมที่เคยสร้างไว้ สิ่งนี้จะส่งผลให้การใช้งานและการแพร่ขยายของทุ่นระเบิดสังหารบุคคลมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามต่อพลเรือนที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม ประวัติศาสตร์ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ลำพังกฎเกณฑ์ของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศว่าด้วยการสู้รบทั่วไปยังไม่เพียงพอที่จะป้องกันหรือแก้ไขความทุกข์ทรมานอันมหาศาลของมนุษย์ที่เกิดจากทุ่นระเบิดได้ ดังนั้น ข้อห้ามทางกฎหมายอย่างเบ็ดเสร็จจึงถือเป็นทางออกเดียวที่มีประสิทธิภาพมาตั้งแต่ ค.ศ. 1997 และยังคงเป็นเช่นนั้นจนถึงปัจจุบัน
การอ้างเหตุผลเพื่อละทิ้งพันธกรณีทางมนุษยธรรม รวมถึงการนิ่งเฉยต่อการละเมิดและการถอนตัวจากอนุสัญญา ก่อให้เกิดความเสี่ยงในวงกว้างต่อความตกลงระหว่างประเทศว่าด้วยการลดและการควบคุมอาวุธ ตลอดจนการคุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบจากสงคราม นอกจากนี้ วาทกรรมที่มุ่งแสวงหาข้อยกเว้นยังนำไปสู่ภาวะสองมาตรฐานที่น่ากังวล คือ การที่บางรัฐยังคงถูกคาดหวังให้ปฏิบัติตามพันธกรณีในขณะที่รัฐอื่นละเลย ซึ่งท้ายที่สุดอาจส่งผลให้ทุกรัฐพร้อมใจกันละทิ้งพันธกรณีของตน จนนำไปสู่การเสื่อมถอยอย่างสิ้นเชิงของหลักนิติธรรมระหว่างประเทศ
บรรทัดฐานทางมนุษยธรรมเป็นสิ่งที่ต้องได้รับการยืนยันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นความรับผิดชอบของรัฐ ภาคีคู่พิพาทในการขัดกันทางอาวุธ และท้ายที่สุดคือเราทุกคน ที่จะต้องปฏิเสธภาพลวงตาแห่งความมั่นคงที่ได้จากการสร้างข้อยกเว้น และหันมาเสริมสร้างทัศนคติที่ต่อต้านการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลและอาวุธอื่นที่ก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงเกินกว่าจะยอมรับได้ พร้อมทั้งร่วมกันผลักดันให้มีการปฏิบัติตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างจริงจัง หากพิจารณาจากเอกสารผลลัพธ์การประชุมของรัฐภาคีต่าง ๆ จะเห็นได้ว่ารัฐส่วนใหญ่ล้วนปรารถนาอนาคตที่ปราศจากภัยคุกคามจากทุ่นระเบิดสังหารบุคคล แม้กลไกทางมนุษยธรรมอย่างอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล จะยังมีความไม่สมบูรณ์อยู่บ้าง แต่สิ่งเหล่านี้คือกลไกการคุ้มครองที่ขาดไม่ได้และเป็นหลักประกันสำคัญในการธำรงไว้ซึ่งมนุษยธรรมในยามสงคราม
