แปลและเรียงเรียงจากบทความ Reaffirming IHL’s specific protection of hospitals ใน ICRC Humanitarian Law & Policy Blog
ลองนึกภาพสถานการณ์การขัดกันทางอาวุธที่ยกระดับความรุนแรงขึ้นอย่างฉับพลัน มีการยิงขีปนาวุธโจมตีโรงพยาบาลทั่วไปประจำเมืองซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมืองหลวง โรงพยาบาลแห่งนี้เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของชุมชนที่ให้บริการทางการแพทย์เฉพาะทาง โดยมีทั้งแผนกกุมารเวชที่มีชื่อเสียงด้านการรักษาชีวิตเด็ก แผนกโรคหัวใจ และหอผู้ป่วยวิกฤต ต่อมา กองกำลังฝ่ายตรงข้ามได้ออกมาแสดงความรับผิดชอบ โดยอ้างว่าสถานพยาบาลแห่งนี้ถูกใช้ในทางที่ผิดเพื่อวัตถุประสงค์ทางการทหารโดยมีการใช้เป็นจุดสังเกตการณ์ทางทหารด้วย ขณะที่ผู้บริหารโรงพยาบาลและกองกำลังฝ่ายรัฐบาลปฏิเสธข้อกล่าวหาอย่างหนักแน่น พร้อมตั้งคำถามว่า หากมีการใช้พื้นที่ผิดวัตถุประสงค์จริง เหตุใดจึงไม่มีการแจ้งเตือนให้ยุติการกระทำดังกล่าวก่อนเปิดฉากโจมตี
การโจมตีครั้งนี้ส่งผลกระทบทางมนุษยธรรมอย่างร้ายแรง โดยมีผู้ป่วย 12 ราย และบุคลากรทางการแพทย์ 15 รายต้องเสียชีวิต มีผู้บาดเจ็บสาหัสอีกหลายสิบราย แผนกกุมารเวชและโรคหัวใจก็ถูกทำลายจนสิ้นซาก แม้โรงพยาบาลจะสามารถเคลื่อนย้ายผู้ป่วยกว่าร้อยละ 90 จากทั้งหมด 600 ราย ไปยังสถานพยาบาลอื่นได้สำเร็จ แต่ผู้ป่วยวิกฤตอีก 20 รายกลับต้องเสียชีวิตลงระหว่างการเดินทางหรือหลังจากนั้นไม่นาน เนื่องจากขาดการรักษาที่จำเป็นเร่งด่วนและทันท่วงที
เกือบหนึ่งปีให้หลัง พื้นที่บางส่วนของโรงพยาบาลได้รับการซ่อมแซมและติดตั้งอุปกรณ์ใหม่จนสามารถกลับมาเปิดให้บริการได้อีกครั้ง ทว่าเมื่อการพักรบสิ้นสุดลง การสู้รบก็ปะทุขึ้นใหม่ในพื้นที่เดิม และเป็นอีกครั้งที่กองกำลังฝ่ายต่อต้านบุกเข้าโจมตีโรงพยาบาล โดยครั้งนี้ระบุว่าโรงพยาบาลแห่งนี้ไม่เข้าข่ายได้รับความคุ้มครองอีกต่อไป เนื่องจากมีการใช้สถานที่เพื่อวัตถุประสงค์อันเป็นปฏิปักษ์อย่างต่อเนื่อง จนทำให้สถานะความเป็นสถานพยาบาลไม่อาจเป็นที่ยอมรับได้
เป็นเรื่องน่าเศร้าที่เราแทบไม่ต้องใช้จินตนาการมากนักก็เข้าใจได้ว่าการโจมตีลักษณะนี้เป็นอย่างไรในสถานการณ์จริง เพราะเหตุการณ์ทำนองนี้ได้กลายเป็นลักษณะเด่นของสงครามร่วมสมัยที่พบเห็นได้จนชินตาไปเสียแล้ว และได้สร้างผลกระทบอันน่าสลดใจต่อทั้งผู้ป่วยและประชากรทั้งหมดที่ต้องสูญเสียบริการทางการแพทย์ซึ่งยากจะฟื้นฟูให้กลับมาได้ในอนาคตอันใกล้
การโจมตีที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าและการแทรกแซงทางทหารในรูปแบบอื่นต่อการดำเนินงานทางการแพทย์ ตลอดจนการใช้โรงพยาบาลผิดวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ทางการทหาร ล้วนเป็นการท้าทายต่อหลักการพื้นฐานอันเป็นต้นกำเนิดของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ โดยกฎเกณฑ์ว่าด้วยการคุ้มครองเฉพาะสำหรับโรงพยาบาลนั้นมีปรากฏอยู่ในอนุสัญญาเจนีวาฉบับแรก ค.ศ. 1864 และได้รับการปรับปรุงให้ชัดเจนและครอบคลุมยิ่งขึ้นในอนุสัญญาเจนีวา ค.ศ. 1949 ทั้งสามฉบับ รวมถึงพิธีสารเพิ่มเติม ค.ศ. 1977 ทั้งสองฉบับ ตลอดจนกฎหมายจารีตประเพณีมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ซึ่งตั้งอยู่บนหลักการเดียว คือ โรงพยาบาลต้องได้รับความคุ้มครองในฐานะพื้นที่ปลอดภัย เพื่อทำหน้าที่รักษาชีวิตผู้บาดเจ็บและผู้ป่วยโดยไม่คำนึงว่าบุคคลเหล่านั้นจะเป็นฝ่ายใดในความขัดแย้ง ความคุ้มครองนี้จะสิ้นสุดลงได้เฉพาะในสถานการณ์ที่หาได้ยากยิ่งและเป็นกรณีพิเศษอย่างที่สุดเท่านั้น ทว่าในความขัดแย้งหลายครั้งทั้งที่เพิ่งจบไปและที่กำลังดำเนินอยู่ในปัจจุบัน หลักการนี้กำลังถูกสั่นคลอน
เนื่องจากการละเลยต่อความคุ้มครองเฉพาะสำหรับโรงพยาบาลมีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้นในความขัดแย้งปัจจุบัน คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ไอซีอาร์ซี) จึงได้ดำเนินภารกิจสำคัญในการทบทวนขอบเขตของความคุ้มครองเฉพาะนี้อย่างถี่ถ้วน ผ่านโครงการความริเริ่มระดับโลกเพื่อสนับสนุนเจตจำนงทางการเมืองต่อกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (Global Initiative to Galvanize Political Commitment to IHL) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้กฎเกณฑ์ของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศซึ่งให้การคุ้มครองเฉพาะแก่สถานพยาบาลเป็นที่รู้จักและเข้าใจดียิ่งขึ้น รวมถึงสนับสนุนให้รัฐและภาคีคู่พิพาทในการขัดกันทางอาวุธนำไปปรับใช้ในลักษณะที่ธำรงไว้ซึ่งเจตนารมณ์ด้านมนุษยธรรมและความมุ่งหมายในการคุ้มครองอย่างแท้จริง
เนื้อหาถัดจากนี้จะวิเคราะห์ถึงข้อท้าทายหลักในทางกฎหมายและในทางปฏิบัติต่อการธำรงไว้ซึ่งการคุ้มครองเฉพาะสำหรับโรงพยาบาลในความขัดแย้งร่วมสมัย โดยไอซีอาร์ซีมุ่งแสวงหาความร่วมมือจากรัฐและผู้เชี่ยวชาญในการแก้ไขปัญหาที่เร่งด่วนเหล่านี้ผ่านแผนงานของความริเริ่มระดับโลกในหัวข้อ “โรงพยาบาล: การบรรลุผลสำเร็จในการคุ้มครองอย่างเป็นรูปธรรมในการขัดกันทางอาวุธ” (Hospitals: Achieving Meaningful Protection in Armed Conflict)
ความคุ้มครองเฉพาะสำหรับโรงพยาบาลและสถานพยาบาลอื่น
ภายใต้กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ โรงพยาบาลและสถานพยาบาลอื่น ไม่ว่าจะเป็นของพลเรือนหรือทหาร ต่างได้รับความคุ้มครองเฉพาะซึ่งเหนือกว่าวัตถุพลเรือนทั่วไป การยกระดับความคุ้มครองเช่นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้สถานพยาบาลยังคงสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ในยามที่จำเป็นที่สุดและรักษาพยาบาลเพื่อช่วยชีวิตผู้บาดเจ็บและผู้ป่วยได้ ภาคีคู่พิพาทในการขัดกันทางอาวุธมีพันธกรณีที่จะต้อง “เคารพและคุ้มครองโรงพยาบาลและสถานพยาบาลอื่นในทุกสถานการณ์” โดยการ “เคารพ” หมายถึง คู่สงครามไม่เพียงต้องหลีกเลี่ยงการโจมตีสถานพยาบาลเท่านั้น แต่ยังต้องละเว้นจากการแทรกแซงทางทหารรูปแบบอื่นต่อการปฏิบัติหน้าที่ทางการแพทย์และการใช้สถานพยาบาลในทางที่ผิดเพื่อวัตถุประสงค์ทางการทหาร ส่วนการ “คุ้มครอง” หมายถึง คู่สงครามต้องดำเนินมาตรการเชิงรุกและมาตรการอื่นที่เป็นไปได้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่การดำเนินงานของสถานพยาบาล และคุ้มครองสถานพยาบาลเหล่านั้นจากอันตราย เช่น การปล้นสะดมโดยบุคคลภายนอก เป็นต้น
แม้ว่ากฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศจะกำหนดให้โรงพยาบาลได้รับความคุ้มครองจากการโจมตีและการใช้ประโยชน์ทางทหารในระดับสูงสุด แต่ก็ไม่ได้ห้ามการใช้สถานพยาบาลเพื่อวัตถุประสงค์ทางทหารหรือการตกเป็นเป้าหมายโจมตีอย่างเด็ดขาดเสียทีเดียว อย่างไรก็ดี การใช้สถานพยาบาลในทางทหารนั้นมีเกณฑ์การพิจารณาที่สูงเป็นพิเศษ โดยจะสามารถอ้างความชอบธรรมได้เฉพาะในกรณีที่มีความจำเป็นทางทหารอย่างยิ่งยวดเท่านั้นและต้องมีการเตรียมการอย่างเพียงพอเพื่อรับรองว่าผู้บาดเจ็บและผู้ป่วยจะยังคงได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ กฎหมายยังห้ามการใช้สถานพยาบาลในบางลักษณะโดยเด็ดขาดในทุกสถานการณ์ เช่น การใช้โรงพยาบาลเป็นเครื่องกำบังเป้าหมายทางทหาร อีกทั้งการใช้สถานพยาบาลเพื่อวัตถุประสงค์ทางทหารในบางบริบทอาจถือเป็นการละเมิดข้อบัญญัติอื่น ๆ ของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศด้วย เช่น การละเมิดพันธกรณีในการเคารพและคุ้มครองสถานพยาบาล การละเมิดหลักมาตรการระมัดระวังในเชิงรับ การฝ่าฝืนข้อห้ามเรื่องการใช้เครื่องหมายอย่างไม่ถูกต้องในกรณีที่สถานพยาบาลมีการแสดงเครื่องหมายกาชาด เสี้ยววงเดือนแดง หรือคริสตัลแดง รวมไปถึงการฝ่าฝืนข้อห้ามเรื่องการล่อลวง [1]
การสิ้นสุดลงของความคุ้มครองเฉพาะและผลที่ตามมา
เพื่อเป็นหลักประกันว่าสถานพยาบาลจะได้รับความคุ้มครองสูงสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศจึงได้กำหนดเงื่อนไขประกอบกันหลายประการที่เข้มงวดเป็นพิเศษสำหรับการสิ้นสุดลงของความคุ้มครองเฉพาะ กล่าวคือ ประการแรก สถานพยาบาลนั้นจะต้องถูกใช้เพื่อกระทำการอันเป็นอันตรายต่อข้าศึกซึ่งอยู่นอกเหนือหน้าที่ทางมนุษยธรรมของสถานพยาบาลนั้น ประการที่สอง ต้องมีการแจ้งเตือนล่วงหน้าและกำหนดระยะเวลาที่เหมาะสมเพื่อให้ยุติการกระทำนั้นหากทำได้ และประการที่สาม ความคุ้มครองเฉพาะจะสิ้นสุดลงก็ต่อเมื่อคำเตือนนั้นยังคงถูกเพิกเฉยเท่านั้น
ประเด็นนี้ย่อมนำไปสู่คำถามสำคัญยิ่งว่า การกระทำใดบ้างที่เข้าข่ายเป็น “การกระทำอันเป็นอันตรายต่อข้าศึก” ซึ่งสนธิสัญญาภายใต้กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศไม่ได้ให้นิยามคำศัพท์นี้และไม่ได้ลงรายละเอียดการกระทำที่เข้าข่ายไว้ชัดเจน แต่ในแนวปฏิบัติของรัฐต่าง ๆ มีระบุไว้ว่า การกระทำที่ถือว่าเป็นอันตรายต่อข้าศึกนั้นรวมถึง การยิงใส่ข้าศึกด้วยเหตุผลอื่นนอกเหนือจากการป้องกันตนเองของบุคคล การตั้งจุดยิงอาวุธไว้ในที่ทำการทางการแพทย์ การใช้โรงพยาบาลเป็นที่กำบังพลรบที่มีร่างกายสมบูรณ์ เป็นที่เก็บคลังอาวุธหรือกระสุน หรือเป็นจุดสังเกตการณ์ทางทหาร การตั้งหน่วยแพทย์ไว้ใกล้กับเป้าหมายทางทหารโดยมีเจตนาใช้เป็นโล่กำบังปฏิบัติการทางทหารของข้าศึก ส่วนไอซีอาร์ซีได้ตีความว่าหมายถึง “การกระทำที่มีวัตถุประสงค์หรือส่งผลให้เกิดอันตรายต่อฝ่ายตรงข้าม โดยการอำนวยความสะดวกหรือการขัดขวางปฏิบัติการทางทหาร” ซึ่งครอบคลุมไปถึงการใช้สถานพยาบาลเพื่อแทรกแซงการปฏิบัติการทางทหารทั้งทางตรงและทางอ้อมด้วย
อย่างไรก็ตาม การทำความเข้าใจแนวคิดนี้ที่ดูเหมือนเป็นแนวคิดในภาพกว้าง ต้องทำควบคู่ไปกับการพิจารณาข้อบังคับในกฎหมายสนธิสัญญาของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศที่มีระบุการกระทำที่ “ไม่ถือว่าเป็น” การกระทำอันเป็นอันตรายต่อข้าศึกไว้อย่างชัดเจน อาทิ การที่บุคลากรทางการแพทย์มีอาวุธเบาไว้ในครอบครองเพื่อป้องกันตนเองหรือผู้บาดเจ็บและผู้ป่วยที่อยู่ในความดูแลของตน การมีหน่วยระวังเวร ยาม หรือหน่วยคุ้มกันอารักขาสถานพยาบาล การตรวจพบอาวุธเล็กและเครื่องกระสุนที่ปลดมาจากผู้บาดเจ็บและผู้ป่วยในหน่วยบริการทางการแพทย์ซึ่งยังไม่ได้ส่งต่อให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือการมีพลรบที่บาดเจ็บและป่วยอยู่ในสถานพยาบาลของพลเรือนด้วยเหตุผลทางการแพทย์
แม้ว่ารายละเอียดข้างต้นจะช่วยจำกัดขอบเขตของการกระทำที่อาจถือว่าเป็นอันตรายต่อข้าศึกให้ชัดเจนขึ้น แต่การที่กฎหมายสนธิสัญญาของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศขาดคำนิยามหรือรายละเอียดอย่างครบถ้วนก็ยังคงเปิดช่องให้เกิดความคลุมเครือที่อันตราย เพราะในด้านหนึ่ง สถานพยาบาลอาจถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ทางการทหารได้โดยง่าย ขณะที่ในอีกด้านหนึ่ง ฝ่ายผู้โจมตีก็สามารถยกข้อกล่าวหาดังกล่าวมาใช้เป็นเหตุผลในการโจมตีได้ง่ายและยากที่จะโต้แย้งเช่นกัน ปัญหานี้ทวีความซับซ้อนขึ้นจากการที่กองทัพในปัจจุบันยังขาดความโปร่งใสในข้อมูลสำคัญหลายประการ เช่น ในประเด็นที่ว่ามีการกำหนดขั้นตอนปฏิบัติงานมาตรฐานและแผนการปฏิบัติการเพื่อหลีกเลี่ยงกิจกรรมทางทหารในสถานพยาบาลให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้หรือไม่ หรือมีการระบุสถานการณ์ยกเว้นที่อาจสร้างความชอบธรรมในการใช้งานสถานพยาบาล ตลอดจนข้อจำกัดที่ยังคงต้องบังคับใช้ในกรณีข้อยกเว้นนั้นเพียงใด รวมถึงมีแนวทางที่ชัดเจนในการประเมินว่าสถานพยาบาลถูกใช้เพื่อการกระทำอันเป็นอันตรายต่อข้าศึกหรือไม่ รวมถึงกระบวนการตัดสินใจเกี่ยวกับผลที่ตามมาจากการประเมินดังกล่าวและการสื่อสารกับฝ่ายตรงข้ามและผู้รับผิดชอบสถานพยาบาลเพื่อจัดการกับกรณีเหล่านี้ ทั้งนี้ ในทางปฏิบัติ การมีเอกสารและขั้นตอนปฏิบัติทางทหารที่ชัดเจนจะช่วยให้คู่สงครามสามารถปฏิบัติตามพันธกรณีในการเคารพสถานพยาบาลได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม
สิ่งสำคัญที่ต้องเน้นย้ำคือ ภายใต้กรอบการคุ้มครองตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ การใช้โรงพยาบาลในทางที่ผิดเพื่อกระทำการอันเป็นอันตรายต่อข้าศึกไม่ได้ทำให้โรงพยาบาลดังกล่าวกลายเป็นเป้าหมายทางทหารที่ชอบธรรมโดยอัตโนมัติ ก่อนการโจมตีทุกครั้ง ฝ่ายที่ตัดสินใจจะต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับหลักการแยกแยะ (Principle of Distinction) ภายใต้กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ โดยคำนึงถึงว่าโรงพยาบาลแห่งนั้น เมื่อพิจารณาจากการถูกใช้ในทางที่ผิดแล้ว เข้าข่ายนิยามสององค์ประกอบของเป้าหมายทางทหาร[2] ตามข้อ 52(2) ของพิธีสารเพิ่มเติมฉบับที่ 1 หรือไม่
การแจ้งเตือนในฐานะมาตรการป้องกันก่อนการตอบโต้ทางทหารในกรณีความคุ้มครองเฉพาะสิ้นสุดลง
อย่างไรก็ตาม ก่อนเริ่มปฏิบัติการตอบโต้ทางทหารต่อสถานพยาบาลที่ถูกวินิจฉัยว่ามีการกระทำอันเป็นอันตรายต่อข้าศึก ภาคีคู่พิพาทต้องแจ้งเตือนล่วงหน้าโดยกำหนดระยะเวลาที่เหมาะสมเพื่อให้อีกฝ่ายยุติการกระทำดังกล่าวหากทำได้ และจะดำเนินการตอบโต้ได้ต่อเมื่อการแจ้งเตือนนั้นถูกเพิกเฉยแล้วเท่านั้น มาตรการคุ้มครองอันเป็นสาระสำคัญยิ่งนี้ไม่อาจละเว้นได้โดยอ้างความจำเป็นทางทหาร ซึ่งแตกต่างจากการแจ้งเตือนสำหรับวัตถุพลเรือนทั่วไปอันเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการระมัดระวังที่เป็นไปได้ที่อาจละเว้นได้หากสถานการณ์ทางทหารไม่เอื้ออำนวย ในกรณีของสถานพยาบาลนั้น การแจ้งเตือนมีวัตถุประสงค์เฉพาะในการเป็นกลไกเสริมเพื่อคุ้มครองผู้ป่วย บุคลากรทางการแพทย์ และตัวสถานพยาบาลเองให้พ้นจากผลกระทบร้ายแรงที่จะตามมาจากการตอบโต้ทางทหารหลังความคุ้มครองเฉพาะสิ้นสุดลง โดยหลักการนี้ให้ความสำคัญกับการสื่อสารเพื่อให้ผู้กระทำการอันเป็นอันตรายต่อข้าศึกยุติการกระทำดังกล่าวและเพื่ออพยพบุคคลที่ได้รับความคุ้มครอง มากกว่าการมุ่งชิงความได้เปรียบด้วยการโจมตีโดยฉับพลันโดยไม่แจ้งเตือนฝ่ายตรงข้าม ซึ่งหากการกระทำอันเป็นอันตรายต่อข้าศึกยุติลง คู่สงครามย่อมไม่สามารถดำเนินการตอบโต้ทางทหารต่อสถานพยาบาลดังกล่าวได้
การแจ้งเตือนดังกล่าวควรเอื้อให้มีการเตรียมการเพื่ออพยพผู้ป่วยอย่างปลอดภัยที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยคำนึงถึงการตอบโต้ทางทหารที่อาจเกิดขึ้น นอกจากนี้ ยังควรเปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อข้อกล่าวหาเรื่องการกระทำอันเป็นอันตรายต่อข้าศึก เพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นจากการประเมินสถานการณ์ในขณะนั้น ทั้งนี้ ในทางปฏิบัติมักมีประเด็นคำถามสำคัญตามมา อาทิ ใครคือผู้รับการแจ้งเตือน ควรสื่อสารกับผู้รับการแจ้งเตือนด้วยวิธีใด ช่องทางการสื่อสารใดมีประสิทธิภาพมากที่สุดในการบรรลุวัตถุประสงค์ ตลอดจนปัจจัยใดที่ใช้กำหนดระยะเวลาอันเหมาะสมในการปฏิบัติตามคำเตือน รวมถึงเกณฑ์การประเมินการปฏิบัติตามคำเตือนดังกล่าว
การลดผลกระทบจากการตอบโต้ทางทหารเมื่อความคุ้มครองเฉพาะสิ้นสุดลง
แม้ในกรณีที่โรงพยาบาลสูญเสียความคุ้มครองเฉพาะและกลายเป็นเป้าหมายที่สามารถโจมตีได้ แต่คู่สงครามยังคงมีพันธกรณีในการรวบรวมและดูแลผู้บาดเจ็บและผู้ป่วย ซึ่งพันธกรณีนี้จะสัมฤทธิ์ผลได้ก็ต่อเมื่อมีสถานพยาบาลที่ใช้งานได้รองรับอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้ จึงอาจกล่าวได้ว่าพันธกรณีหลักในการดูแลผู้บาดเจ็บและผู้ป่วยนี้เองเป็นข้อจำกัดทางกฎหมายเพิ่มเติมที่ต้องนำมาพิจารณาควบคู่ไปกับกฎเกณฑ์เรื่องความได้สัดส่วนและมาตรการระมัดระวัง โดยให้น้ำหนักกับการรักษาหน้าที่ทางการแพทย์ไว้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แม้ในสถานการณ์ที่โรงพยาบาลแห่งนั้นตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีก็ตาม
ประเด็นนี้นำไปสู่คำถามหลายประการ เช่น ในการประเมินความได้สัดส่วนเพื่อวางแผนปฏิบัติการทางทหาร ได้มีการคำนวณผลกระทบทั้งโดยฉับพลันและระยะยาวที่มีต่อประชากรในพื้นที่อย่างไร โดยเฉพาะในระบบสาธารณสุขที่มีสถานพยาบาลเฉพาะทางเพียงไม่กี่แห่ง เช่น บริการสูตินรีเวชกรรม กุมารเวชกรรม หรือการบริบาลผู้ป่วยวิกฤต นอกจากนี้ ในแง่ของมาตรการระมัดระวัง จะมีวิธีการใดที่สามารถหลีกเลี่ยงหรืออย่างน้อยที่สุดก็ลดความเสียหายข้างเคียงต่อสถานพยาบาลซึ่งส่งผลกระทบต่อการให้บริการทางการแพทย์ เช่น การขัดข้องของระบบไฟฟ้าและประปา รวมถึงการตัดขาดเส้นทางสัญจรของผู้ป่วย บุคลากรทางการแพทย์ และการขนส่งเวชภัณฑ์
ประเด็นสุดท้าย ในกรณีที่สถานพยาบาลซึ่งเคยถูกใช้เพื่อกระทำการอันเป็นอันตรายต่อข้าศึกกลับมาให้บริการทางการแพทย์ได้อีกครั้งในเวลาต่อมา ก็มีคำถามตามมาว่า สถานพยาบาลแห่งนั้นจะได้รับความคุ้มครองเฉพาะกลับคืนมาหรือไม่
หากพิจารณาตามหลักมนุษยธรรม การฟื้นคืนความคุ้มครองเฉพาะเป็นสิ่งที่พึงปรารถนาอย่างยิ่งเพื่อให้การดูแลผู้บาดเจ็บและผู้ป่วยเป็นไปได้ต่อเนื่อง อีกทั้งยังมีข้อสนับสนุนว่าการสิ้นสุดความคุ้มครองเฉพาะควรมีลักษณะชั่วคราวมากกว่าถาวร ซึ่งสอดคล้องกับหลักการที่ว่าสถานะของวัตถุใด ๆ ในระหว่างการสู้รบย่อมแปรเปลี่ยนจากวัตถุพลเรือนไปเป็นเป้าหมายทางทหารได้ตามสภาวการณ์จริงในขณะนั้น ดังนั้น โรงพยาบาลจะตกเป็นเป้าหมายทางทหารได้ “เฉพาะในช่วงเวลาที่” เข้าเงื่อนไขตามนิยามของเป้าหมายทางทหารเท่านั้น และเมื่อเงื่อนไขดังกล่าวหมดไป สถานะการเป็นเป้าหมายทางทหารย่อมสิ้นสุดลง และโรงพยาบาลย่อมกลับมาได้รับความคุ้มครองเฉพาะอีกครั้งโดยทันที
อย่างไรก็ตาม คำถามที่ตามมาคือ กรณีที่โรงพยาบาลถูกใช้เพื่อกระทำการอันเป็นอันตรายต่อข้าศึกอย่างซ้ำซากจะได้รับความคุ้มครองเฉพาะกลับคืนโดยอัตโนมัติในทุกครั้งที่การกระทำดังกล่าวสิ้นสุดลงหรือไม่ แม้บางฝ่ายจะโต้แย้งว่า เมื่อถึงจุดหนึ่ง การละเมิดซ้ำซากอาจสร้างความชอบธรรมให้สามารถเปลี่ยนสถานะของโรงพยาบาลเป็นเป้าหมายทางทหารอย่างถาวร แต่กระนั้น ก็ไม่ควรตัดความเป็นไปได้ในการฟื้นคืนความคุ้มครองเฉพาะออกไปโดยสิ้นเชิง ทั้งนี้ ในทางปฏิบัติ การใช้สถานพยาบาลผิดวัตถุประสงค์อย่างซ้ำซากย่อมทำลายความไว้วางใจของฝ่ายตรงข้ามและสั่นคลอนพันธกรณีของคู่สงครามในการให้ความคุ้มครองเฉพาะแก่สถานพยาบาล ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ว่า ฝ่ายตรงข้ามต้องการข้อบ่งชี้เชิงประจักษ์ประการใดบ้างที่จะทำให้มั่นใจได้ว่าโรงพยาบาลแห่งนั้นจะกลับมาดำเนินภารกิจทางการแพทย์เท่านั้น การฟื้นคืนสถานะความคุ้มครองจึงอาจไม่ใช่เพียงการกลับมาเปิดให้บริการทางการแพทย์ แต่ต้องอาศัยการกอบกู้ความเชื่อมั่นต่อภารกิจของโรงพยาบาลที่มีความมนุษยธรรมโดยเนื้อแท้อันเป็นหัวใจสำคัญของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศด้วย
[1] การล่อลวง (perfidy) หมายถึง การหลอกลวงให้ฝ่ายตรงข้ามเชื่อว่าตนมีสิทธิ์ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย เช่น แกล้งทำเป็นบาดเจ็บหรือใช้เครื่องหมายกาชาดบังหน้าเพื่อทำการโจมตี
[2] นิยามสององค์ประกอบของเป้าหมายทางทหาร (two-pronged definition) คือ เงื่อนไข 2 ประการที่ต้องเกิดขึ้นร่วมกันจึงจะถือว่าวัตถุนั้นเป็นเป้าหมายที่ชอบด้วยกฎหมาย คือ วัตถุนั้นต้องก่อให้เกิดประสิทธิผลในการปฏิบัติการทางทหาร (effective contribution to military action) และ การทำลายวัตถุนั้นจะทำให้เกิดความได้เปรียบทางทหารที่แน่ชัด (definite military advantage)
